| |
|
| |
๏ สุนทรทำคำประดิษฐ์นิมิตฝัน |
| พึ่งพบเห็นเป็นวิบัติมหัศจรรย์ |
จึ่งจดวันเวลาด้วยอาวรณ์ |
| แต่งไว้เหมือนเตือนใจจะได้คิด |
ในนิมิตเมื่อภวังค์วิสังหรณ์ |
| เดือนแปดวันจันทวาเวลานอน |
เจริญพรภาวนาตามบาลี |
| ระลึกคุณบุญบวชตรวจกสิณ |
ให้สุขสิ้นดินฟ้าทุกราศี |
| เงียบสงัดวัดวาในราตรี |
เสียงเป็ดผีหวี่หวีดจังหรีดเรียง |
| หริ่งหริ่งเรื่อยเฉื่อยชื่นสะอื้นอก |
สำเนียงนกแสกแถกแสกแสกเสียง |
| เสียงแมงมุมอุ้มไข่มาใต้เตียง |
ตีอกเพียงผึงผึงตะลึงฟัง |
| ฝ่ายฝูงหนูมูสิกกิกกิกร้อง |
เสียวสยองยามยินถวิลหวัง |
| อนึ่งผึ้งซึ่งมาทำประจำรัง |
ริมบานบังบินร้องสยองเย็น |
| ยิ่งเยือกทรวงง่วงเหงาซบเซาโศก |
ยามวิโยคยากแค้นสุดแสนเข็ญ |
| ไม่เทียมเพื่อนเหมือนจะพาเลือดตากระเด็น |
เที่ยวซ่อนเร้นไร้ญาติหวาดวิญญาณ์ฯ |
| |
|
| ๏ แต่ปีวอกออกขาดราชกิจ |
บรรพชิตพิศวาสพระศาสนา |
| เหมือนลอยล่องท้องชะเลอยู่เอกา |
เห็นแต่ฟ้าฟ้าก็เปลี่ยวสุดเหลียวแล |
| ดูฟากฝั่งหวังจะหยุดก็สุดเนตร |
แสนเทวษเวียนว่ายสายกระแส |
| เหมือนทรวงเปลี่ยวเที่ยวแสวงทุกแขวงแคว |
ได้เห็นแต่ศิษย์หาพยาบาล |
| ทางบกเรือเหนือใต้เที่ยวไปทั่ว |
จังหวัดหัวเมืองสิ้นทุกถิ่นฐาน |
| เมืองพริบพรีที่เขาทำรองน้ำตาล |
รับประทานหวานเย็นก็เป็นลม |
| ไปราชพรีมีแต่พาลจังทานพระ |
เหมือนไปปะบระเพ็ดเหลือเข็ดขม |
| ไปขึ้นเขาเล่าก็ตกอกระบม |
ทุกข์ระทมแทบจะตายเสียหลายคราวฯ |
| |
|
| ๏ ครั้งไปด่านกาญจน์บุรีที่กะเหรี่ยง |
ฟังแต่เสียงเสือสีห์ชะนีหนาว |
| นอนน้ำค้างพร่างพนมพรอยพรมพราว |
เพราะเชื่อลาวลวงว่าแร่แปรเป็นทอง |
| ทั้งฝ่ายลูกถูกปอบมันลอบใช้ |
หาแก้ได้ให้ไปเข้ากินเจ้าของ |
| เข้าวัสสามาอยู่ที่สองพี่น้อง |
ยามขัดข้องขาดมุ้งริ้นยุงชุม |
| ทุกเช้าค่ำลำบากแสนยากยิ่ง |
เหลือทนจริงเจ็บแสบใส่แกลบสุม |
| เสียงฉู่ฉู่หวู่ว่อนเวียนร่อนรุม |
เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกัดนั่งปัดยุง |
| โอ้ยามยากอยากใคร่ได้เหล็กไหลเล่น |
ทำทองเป็นปั้นเตาเผาถลุง |
| ลองตำราอาจารย์ทองบ้านจุง |
จดเกลือหุงหายสูญสิ้นทุนรอนฯ |
| |
|
| ๏ คราวไปคิดปริศนาตามตาเถร |
เขากาเพนพบมหิงส์ริมสิงขร |
| มันตามติดขวิดคร่อมอ้อมอุทร |
หากมีขอนขวางควายไม่วายชนม์ |
| เดชะบุญคุณพระอนิสงส์ |
ช่วยดำรงรอดตายมาหลายหน |
| เหตุด้วยเคราะห์เพราะว่าไว้วางใจคน |
จึ่งจำจนใจเปล่าเปลืองข้าวเกลือฯ |
| |
|
| ๏ โอ้ยามอยู่สุพรรณกินมันเผือก |
เคี้ยวแต่เปลือกไม้หมากเปรี้ยวปากเหลือ |
| จนแรงโรยโหยหิวผอมผิวเนื้อ |
พริกกับเกลือกลักใหญ่ยังไม่พอ |
| ทั้งผ้าพาดบาตรเหล็กของเล็กน้อย |
ขโมยถอยไปทั้งเรือไม่เหลือหลอ |
| เหลือแต่ผ้าอาศัยเสียใจคอ |
ชาวบ้านทอถวายแทนแสนศรัทธาฯ |
| |
|
| ๏ คิดถึงคราวเจ้านิพพานสงสารโศก |
ไปพิศีโลกลายแทงแสวงหา |
| ลงหนองน้ำปล้ำตะเข้หากเทวดา |
ช่วยรักษาจึ่งได้รอดไม่วอดวาย |
| วันไปอยู่ภูผาเขาม้าวิ่ง |
เหนื่อยนอนพิงเพิงไศลหลับใจหาย |
| ครั้นดึกดูงูเหลือมเลื่อยเลื่อมลาย |
ล้อมรอบกายเกี้ยวตัวกันผัวเมีย |
| หนีไม่พ้นจนใจได้สติ |
สมาธิถอดชีวิตอุทิศเสีย |
| เสียงฟู่ฟู่ขู่ฟ้อเคล้าคลอเคลีย |
แลบลิ้นเลียแล้วเลื้อยแลเฟือยยาว |
| ดูใหญ่เท่าเสากระโดงผีโป่งสิง |
เป็นรูปหญิงยืนหลอกผมหงอกขาว |
| คิดจะตีหนีไปกลัวไม้เท้า |
โอ้เคราะห์คราวขึ้นไปเหนือเหมือนเหลือตายฯ |
| |
|
| ๏ เมื่อขาล่องต้องตอเรือหล่อล่ม |
เจียนจะจมน้ำม้วยระหวยระหาย |
| ปะหาดตื้นขึ้นรอดไม่วอดวาย |
แต่ปะตายหลายหนหากทนทาน |
| แล้วมิหนำซ้ำบุตรสุดที่รัก |
ขโมยลักหลายหนผจญผลาญ |
| ต้องต่ำต้อยย่อยยับอัประมาณ |
มาอยู่วิหารวัดเลียบยิ่งเยียบเย็น |
| โอ้ยามจนล้นเหลือสิ้นเสื่อหมอน |
สู้ซุ่มซ่อนเสียมิให้ใครใครเห็น |
| ราหูทับยับเยินเผอิญเป็น |
เปรียบเหมือนเช่นพราหมณ์ชีมณีจันท์ฯ |
| |
|
| ๏ จะสึกหาลาพระอธิษฐาน |
โดยกันดารเดือดร้อนสุดผ่อนผัน |
| พอพวกพระอภัยมณีศรีสุวรรณ |
เธอช่วยกันแก้ร้อนค่อยหย่อนเย็น |
| อยู่มาพระสิงหะไตรภพโลก |
เห็นเศร้าโศกแสนแค้นสุดแสนเข็ญ |
| ทุกค่ำคืนฝืนหน้าน้ำตากระเด็น |
พระโปรดเป็นที่พึ่งเหมือนหนึ่งนึก |
| ดังไข้หนักรักษาวางยาทิพย์ |
ฉันทองหยิบฝอยทองไม่ต้องสึก |
| ค่อยฝ่าฝืนชื่นฉ่ำดั่งอำมฤก |
แต่ตกลึกเหลือที่จะได้สบายฯ |
| |
|
| ๏ ค่อยเบาบางสร่างโศกเหมือนโรคฟื้น |
จะเดินยืนยังไม่ได้ยังไม่หาย |
| ได้ห่มสีมีหมอนเสื่ออ่อนลาย |
ค่อยคลายอายอุตส่าห์ครองฉลองคุณ |
| เหมือนพบปะพระสิทธาที่ปรารภ |
ชุบบุตรลพเลี้ยงเหลือช่วยเกื้อหนุน |
| สนอมพักตร์รักษาด้วยการุญ |
ทรงสร้างบุญคุณศีลเพิ่มภิญโญ |
| ถึงยากไร้ได้พึ่งหมือนหนึ่งแก้ว |
พาผ่องแผ้วผิวพักตร์ขึ้นอักโข |
| พระฤๅษีที่ท่านช่วยชุบเสือโค |
ให้เรืองฤทธิ์อิศโรเดโชชัย |
| แล้วไม่เลี้ยงเพียงแต่ชุบช่วยอุปถัมภ์ |
พระคุณล้ำโลกาจะหาไหน |
| ช่วยชี้ทางกลางป่าให้คลาไคล |
หลวิชัยคาวีจำลีลา |
| แต่ละองค์ทรงพรตพระยศยิ่ง |
เป็นยอดมิ่งเมืองมนุษย์นี้สุดหา |
| จงไพบูลย์พูนสวัสดิ์วัฒนา |
พระชันษาสืบยืนอยู่หมื่นปีฯ |
| |
|
| ๏ เป็นคราวเคราะห์ก็ต้องพรากจากวิหาร |
กลัวพวกพาลผู้ร้ายจำย้ายหนี |
| อยู่วัดเทพธิดาด้วยบารมี |
ได้ผ้าปีปัจจัยไทยทาน |
| ถึงยามเคราะห์ก็เผอิญให้เหินห่าง |
ไม่เหมือนอย่างอยู่ที่พระวิหาร |
| โอ้ใจหายกลายกลับอัประมาณ |
โดยกันดารเดือดร้อนไม่หย่อนเย็น |
| ได้พึ่งพระปะแพรพอแก้หน้า |
สองวัสสาสิ้นงามถึงยามเข็ญ |
| คิดขัดขวางอย่างจะพาเลือดตากระเด็น |
บันดาลเป็นปลวกปล่องขึ้นห้องนอน |
| กัดเสื่อสาดขาดปรุทะลุสมุด |
เสียดายสุดแสนรักเรื่องอักษร |
| เสียแพรผ้าอาศัยไตรจีวร |
ดูพรุนพรอนพลอยพาน้ำตาคลอ |
| ถึงคราวคลายปลายอ้อยบุญน้อยแล้ว |
ไม่ผ่องแผ้วพักตราวาสนาหนอ |
| นับปีเดือนเหมือนจะหักทั้งหลักตอ |
แต่รั้งรอร้อนรนกระวนกระวายฯ |
| |
|
| ๏ ถึงเดือนยี่มีเทศน์สมเพชพักตร์ |
เหมือนลงรักรู้ว่าบุญสิ้นสูญหาย |
| สู้ซ่อนหน้าฝ่าฝืนสะอื้นอาย |
จนถึงปลายปีฉลูมีธุระ |
| ไปทางเรือเหลือสลดด้วยปลดเปลื้อง |
ระคางเคืองข้องขัดสลัดสละ |
| ลืมวันเดือนเขียนเฉยแกล้งเลยละ |
เห็นแต่พระอภัยพระทัยดี |
| ช่วยแจวเรือเกื้อหนุนทำบุญด้วย |
เหมือนโปรดช่วยชูหน้าเป็นราศี |
| กลับมาถึงผึ้งมาจับอยู่กับกระฎี |
ทำรังที่ทิศประจิมริมประตู |
| ต้องขัดเคืองเรื่องราวด้วยคราวเคราะห์ |
จวบจำเพาะสุริยาถึงราหู |
| ทั้งบ้านทั้งวังวัดเป็นศัตรู |
แม้นขืนอยู่ยากเย็นจะเห็นใคร |
| เครื่องกระฎีที่ยังเหลือแต่เสื่อขาด |
เข้าไสยาสน์ยุงกัดปัดไม่ไหว |
| เคยสว่างกลางคืนขาดฟืนไฟ |
จะโทษใครเคราะห์กรรมจึ่งจำจนฯ |
| |
|
| ๏ โอ้อายเพื่อนเหมือนเขาว่ากิ่งกาฝาก |
มิใช่รากรักเร่ระเหระหน |
| ที่ทุกข์สุขขุกเข็ญเกิดเป็นคน |
ต้องคิดขวนขวายหารักษากาย |
| ได้พึ่งบ้างอย่างนี้เป็นที่ยิ่ง |
สัจจังจริงจงรักสมัครหมาย |
| ไม่ลืมคุณพูนสวัสดิ์ถึงพลัดพราย |
มิได้วายเวลาคิดอาลัยฯ |
| |
|
| ๏ จะลับวัดพลัดที่กระฎีตึก |
สุดแต่นึกน้ำตามาแต่ไหน |
| เฝ้านองเนตรเช็ดพักตร์สักเท่าไร |
ขืนหลั่งไหลรินร่ำน่ารำคาญ |
| คิดอายเพื่อนเหมือนเขาเล่าแม่เจ้านี่ |
เร่ไปปีละร้อยเรือนเดือนละร้อยบ้าน |
| เพราะบุญน้อยย่อยยับอัประมาณ |
เหลือที่ท่านอุปถัมภ์ช่วยบำรุง |
| ต่อเมื่อไรไปทำทองสำเร็จ |
แก้ปูนเพชรพบทองสักสองถุง |
| จะผาสุกทุกสิ่งนอนกลิ้งพุง |
กินหมูกุ้งไก่เป็ดจนเข็ดฟัน |
| ขอเดชะพระมหาอานิสงส์ |
ซึ่งรูปทรงสัจศีลถวิลสวรรค์ |
| จะเที่ยวรอบขอบประเทศทุกเขตคัน |
ขอความฝันวันนี้บอกดีร้ายฯ |
| |
|
| ๏ แล้วร่ำภาวนาในพระไตรลักษณ์ |
ประหารรักหนักหน่วงตัดห่วงหาย |
| หอมกลิ่นธูปงูบระงับหลับสบาย |
ฝันว่าว่ายสายชะเลอยู่เอกา |
| สิ้นกำลังยังมีนารีรุ่น |
รูปเหมือนหุ่นเหาะเร่ร่อนเวหา |
| ช่วยจูงไปไว้ที่วัดได้ทัศนา |
พระศิลาขาวล้ำดังสำลี |
| ทั้งพระทองสององค์ล้วนทรงเครื่อง |
แลเลื่อมเหลืองเรืองจำรัสรัศมี |
| พอเสียงแซ่แลหาเห็นนารี |
ล้วนสอดสีสาวน้อยนับร้อยพัน |
| ล้วนใส่ช้องป้องพักตร์ดูลักขณะ |
เหมือนนางสะสวยสมล้วนคมสัน |
| ที่เอกองค์ทรงศรีฉวีวรรณ |
ดั่งดวงจันทร์แจ่มฟ้าไม่ราคี |
| ทั้งคมขำล้ำนางสำอางสะอาด |
โอษฐ์เหมือนชาดจิ้มเจิมเฉลิมศรี |
| ใส่เครื่องทรงมงกุฎดังบุตรี |
แก้วมณีเนาวรัตน์จำรัสเรือง |
| รูปจริตพิศไหนวิไลเลิศ |
เหมือนหุ่นเชิดโฉมแช่มแฉล้มเหลือง |
| พอแลสบหลบชะม้ายชายชำเลือง |
ดูปลดเปลื้องเปล่งปลั่งกำลังโลม |
| ลำพระกรอ่อนชดประณตน้อม |
แลละม่อมเหมือนหนึ่งเขียนวิเชียรโฉม |
| หรือชาวสวรรค์ชั้นฟ้านภาโพยม |
มาประโลมโลกาให้อาวรณ์ |
| แปลกมนุษย์ผุดผ่องละอองพักตร์ |
วิไลลักษณ์ล้ำเลิศประเสริฐสมร |
| ครั้นปราศรัยไถ่ถามนามกร |
ก็เคืองค้อนขามเขินสะเทินที |
| ขืนถามอีกหลีกเลี่ยงหลบเมียงม่าย |
เหมือนอายชายเฉยเมินดำเนินหนี |
| นางน้อยน้อยพลอยตามงามงามดี |
เก็บมาลีเลือกถวายไว้หลายพรรณ |
| แล้วชวนว่าอย่าอยู่ชมพูทวีป |
นิมนต์รีบไปสำราญวิมานสวรรค์ |
| แล้วทรงรถกลดกั้นนางทั้งนั้น |
นั่งที่ชั้นลดล้อมน้อมคำนับ |
| ที่นั่งทิพย์ลิบเลื่อนคล้อยเคลื่อนคล้าย |
พรรณรายพรายเรืองเครื่องประดับ |
| ประเดี๋ยวเดียวเฉียวฉิบแลลิบลับ |
จนลมจับวับใจอาลัยลานฯ |
| |
|
| ๏ ซึ่งสั่งให้ไปสวรรค์หรือชันษา |
จะมรณาในปีนี้เป็นปีขาล |
| แม้นเหมือนปากอยากใคร่ตายหมายวิมาน |
ขอพบพานภัคินีของพี่ยา |
| ยังนึกเห็นเช่นโฉมประโลมโลก |
ยิ่งเศร้าโศกแสนสวาทปรารถนา |
| ได้แนบชมสมคะเนสักเวลา |
ถึงชีวาม้วยไม่อาลัยเลย |
| อยู่หลัดหลัดพลัดพรากไปฟากฟ้า |
ให้ดิ้นโดยโหยหานิจจาเอ๋ย |
| ถึงชาตินี้พี่มิได้บุญไม่เคย |
ขอชื่นเชยชาติหน้าด้วยอาวรณ์ |
| แม้นรู้เหาะก็จะได้ตามไปด้วย |
สู้มอดม้วยมิได้ทิ้งมิ่งสมร |
| เสมอเนตรเชษฐาเวลานอน |
จะกล่าวกลอนกล่อมประทับไว้กับทรวง |
| สายสุดใจไม่หลับจะรับขวัญ |
ร้องโอดพันพัดชาช้าลูกหลวง |
| ประโลมแก้วแววตาสุดาดวง |
ให้อุ่นทรวงไสยาสน์ไม่คลาดคลาย |
| ยามกลางวันบรรทมจะชมโฉม |
ขับประโลมข้างที่พัดวีถวาย |
| แม้นไม่ยิ้มหงิมเหงาจะเล่านิยาย |
เรื่องกระต่ายตื่นตูมเหลือมูมมาม |
| ไม่รู้เหาะก็มิได้ขึ้นไปเห็น |
แม้นเหมือนเช่นชาวสุธาภาษาสยาม |
| ถ้ารับรักจักอุตส่าห์พยายาม |
ไปตามความคิดคงได้ปลงทองฯ |
| |
|
| ๏ นี่จนใจไม่รู้จักที่หลักแหล่ง |
สุดแสวงสวาทหมายไม่วายหมอง |
| เมื่อยามฝันนั้นว่านึกนั่งตรึกตรอง |
เดือนหงายส่องแสงสว่างดังกลางวัน |
| เห็นโฉมยงองค์เอกเมขลา |
ชูจินดาดวงสว่างมากลางสวรรค์ |
| รัศมีสีเปล่งดังเพ็งจันทร์ |
พระรำพันกรุณาด้วยปรานี |
| ว่านวลหงส์องค์นี้อยู่ชั้นฟ้า |
ชื่อโฉมเทพธิดามิ่งมารศรี |
| วิมานเรียงเคียงกันทุกวันนี้ |
เหมือนหนึ่งพี่น้องสนิทร่วมจิตใจ |
| จะให้แก้วแล้วก็ว่าไปหาเถิด |
มิให้เกิดการระแวงแหนงไฉน |
| ที่ขัดข้องหมองหมางเป็นอย่างไร |
จะผันแปรแก้ไขด้วยใกล้เคียงฯ |
| |
|
| ๏ สดับคำฉ่ำชื่นจะยื่นแก้ว |
แล้วคลาดแคล้วคลับคล้ายเคลิ้มหายเสียง |
| ทรงปักษาการเวกแฝงเมฆเมียง |
จึ่งหมายเสี่ยงวาสนาอุตส่าห์คอย |
| เหมือนบุปผาปาริกชาติชื่น |
สุดจะยื่นหยิบได้มีไม้สอย |
| ด้วยเดชะพระกุศลให้หล่นลอย |
ลงมาหน่อยหนึ่งเถิดนะจะประคอง |
| มิให้เคืองเปลื้องปลดเสียยศศักดิ์ |
สนอมรักร้อยปีไม่มีหมอง |
| แม้นมั่งมีพี่จะจ้างพวกช่างทอง |
หล่อจำลองรูปวางไว้ข้างเคียงฯ |
| |
|
| ๏ คิดจนตื่นฟื้นฟังระฆังฆ้อง |
กลองหอกลองทึ้มทึ้มกระหึ่มเสียง |
| โกกิลากาแกแซ่สำเนียง |
โอ้นึกเพียงขวัญหายไม่วายวัน |
| วิสัยเราเล่าก็ไม่สู้ใฝ่สูง |
นางฟ้าฝูงไหนเล่ามาเข้าฝัน |
| ให้เฟือนจิตกิจกรมพรหมจรรย์ |
ฤๅสาวสวรรค์นั้นจะใคร่ลองใจเรา |
| ให้รักรูปซูบผอมตรมตรอมจิต |
เสียจริตคิดขยิ่มง่วงหงิมเหงา |
| จะได้หัวเราะเยาะเล่นทุกเย็นเช้า |
จึงแกล้งเข้าฝันเห็นเหมือนเช่นนี้ |
| แม้นนางอื่นหมื่นแสนแดนมนุษย์ |
นึกกลัวสุดแสนกลัวเอาตัวหนี |
| สู้นิ่งนั่งตั้งมั่นถือขันตี |
อยู่กระฎีดั่งสันดานนิพพานพรหม |
| รักษาพรตปลดปละสละรัก |
เพราะน้ำผักต้มหวานน้ำตาลขม |
| คิดรังเกียจเกลียดรักหักอารมณ์ |
ไม่นิยมสมสวาทเป็นขาดรอนฯ |
| |
|
| ๏ แต่ครั้งนี้วิปริตนิมิตฝัน |
เฝ้าผูกพันมั่นหมายสายสมร |
| สาวสวรรค์ชั้นฟ้าจงถาวร |
เจริญพรพูนสวัสดิ์กำจัดภัย |
| ซึ่งผูกจิตพิศวาสหมายมาดมุ่ง |
มักนอนสะดุ้งด้วยพระขวัญจะหวั่นไหว |
| เสวยสวรรค์ชั้นฟ้าสุราลัย |
ช่วยเลื่อมใสโสมนัสสวัสดีฯ |
| |
|
| ๏ ขอเดชะพระอุมารักษาสวาท |
ให้ผุดผาดเพียงพักตร์พระลักษมี |
| วิมานแก้วแววฟ้าฝูงนารี |
คอยพัดวีแวดล้อมอยู่พร้อมเพรียงฯ |
| |
|
| ๏ ขอเดชะพระอินทร์ดีดพิณแก้ว |
ให้เจื้อยแจ้วจับใจแจ่มใสเสียง |
| สาวสุรางค์นางรำระบำเรียง |
คอยขับกล่อมพร้อมเพรียงเคียงประคอง |
| ขอพระจันทร์กรุณารักษาศรี |
ให้เหมือนมณีนพเก้าอย่าเศร้าหมอง |
| เหมือนหุ่นเชิดเลิศล้วนนวลละออง |
ให้ผุดผ่องผิวพรรณเพียงจันทราฯ |
| |
|
| ๏ ขอพระพายชายเชยรำเพยพัด |
ให้ศรีสวัสดิ์สว่างจิตขนิษฐา |
| หอมดอกไม้ในทวีปกลีบผกา |
ให้หอมชื่นรื่นวิญญาณ์นิทรารมณ์ฯ |
| |
|
| ๏ ขอเดชะพระคงคารักษาสนอม |
อย่าให้มอมมีระคายเท่าปลายผม |
| ให้เย็นเรื่อยเฉื่อยฉ่ำเช่นน้ำลม |
กล่อมประทมโสมนัสสวัสดีฯ |
| |
|
| ๏ ด้วยเดิมฉันฝันได้ยลวิมลพักตร์ |
สุดแสนรักลักประโลมโฉมฉวี |
| ถวิลหวังตั้งแต่นั้นจนวันนี้ |
ขออย่ามีโทษโปรดยกโทษกรณ์ |
| ด้วยเกิดเป็นเช่นมนุษย์บุรุษราช |
มาหมายมาดนางสวรรค์ร่วมบรรจถรณ์ |
| ขอษมาการุญพระสุนทร |
ให้ถาพรภิญโญเดโชชัยฯ |
| |
|
| ๏ อนึ่งโยมโฉมยงพระองค์เอก |
มณีเมขลามาโปรดปราศรัย |
| จะให้แก้วแล้วอย่าลืมที่ปลื้มใจ |
ขอให้ได้ดั่งประโยชน์โพธิญาณ |
| จะพ้นทุกข์สุขสิ้นมลทินโทษ |
เพราะพระโปรดโปรยปรายสายสนาน |
| ให้หน้าชื่นรื่นรสพจมาน |
เหมือนนิพพานพ้นทุกข์เป็นสุขสบาย |
| บวชตะบึงถึงตะบันน้ำฉันชื่น |
ยามดึกดื่นได้สังวรอวยพรถวาย |
| เหมือนพระจันทร์กรุณาให้ตายาย |
กับกระต่ายแต้มสว่างอยู่กลางวง |
| เหมือนวอนเจ้าสาวสวรรค์กระสันสวาท |
ให้ผุดผาดเพิ่มผลาอานิสงส์ |
| ได้สมบูรณ์พูนเกิดประเสริฐทรง |
ศีลดำรงร่วมสร้างพุทธางกูร |
| อันโลกีย์วิสัยที่ในโลก |
ความสุขโศกสิ้นกายก็หายสูญ |
| เป็นมนุษย์สุดแต่ขอให้บริบูรณ์ |
ได้เพิ่มพูนผาสุกสนุกสบาย |
| ขอบุญพระจะให้อยู่ชมพูทวีป |
ช่วยชุบชีพชูเชิดให้เฉิดฉาย |
| ไม่ชื่นเหมือนเพื่อนมนุษย์ก็สุดอาย |
สู้ไปตายตีนเขาลำเนาเนินฯ |
| |
|
| ๏ โอ้ปีนี้ปีขาลบันดาลฝัน |
ที่หมายมั่นเหมือนจะหมางระคางเขิน |
| ก็คิดเห็นเป็นเคราะห์จำเพาะเผอิญ |
ให้ห่างเหินโหยหวนรำจวนใจ |
| จึงแต่งตามความฝันรำพันพิลาป |
ให้ศิษย์ทราบสุนทราอัชฌาสัย |
| จะสั่งสาวชาวบางกอกข้างนอกใน |
ก็กลัวภัยให้ขยาดพระอาชญา |
| จึ่งเอื้อมอ้างนางสวรรค์ตามฝันเห็น |
ให้อ่านเล่นเป็นเล่ห์เสน่หา |
| ไม่รักใครในแผ่นดินถิ่นสุธา |
รักแต่เทพธิดาสุราลัยฯ |
| |
|
| ๏ ได้ครวญคร่ำร่ำเรื่องเป็นเครื่องสูง |
พอพยุงยกย่องให้ผ่องใส |
| ทั้งสาวแก่แม่ลูกอ่อนลาวมอญไทย |
เด็กผู้ใหญ่อย่าเฉลียวว่าเกี้ยวพาน |
| พระภู่แต่งแกล้งกล่าวสาวสาวเอ๋ย |
อย่าถือเลยเคยเจนเหมือนเหลนหลาน |
| นักเลงกลอนนอนฝันเป็นสันดาน |
เคยเขียนอ่านอดใจมิใคร่ฟัง |
| จะฝากดีฝีปากจะฝากรัก |
ด้วยจวนจักจากถิ่นถวิลหวัง |
| ไว้อาลัยให้ละห้อยจงคอยฟัง |
จะร่ำสั่งสิ้นสุดอยุธยาฯ |
| |
|
| ๏ โอ้ยามนี้ปีขาลสงสารวัด |
เคยโสมนัสในอารามสามวัสสา |
| สิ้นกุศลผลบุญการุณา |
จะจำลาเลยลับไปนับนาน |
| เคยเดินเล่นเย็นลมเลียบชมรอบ |
ริมแขวงขอบเขตที่เจดีย์ฐาน |
| พระปรางค์มีสี่ทิศพิสดาร |
โบสถ์วิหารการเปรียญล้วนเขียนทอง |
| ที่หน้าบันปั้นอย่างเมืองกวางตุ้ง |
ดูเรืองรุ่งรูปนกผกผยอง |
| กระเบื้องเคลือบเหลือบสลับเหลี่ยมรับรอง |
ศาลาสองหน้ารอบขอบกำแพง |
| สิงโตจีนตีนตัวน่ากลัวกลอก |
ขยับขยอกแยกเขี้ยวเสียวแสยง |
| ที่ตึกก่อช่อฟ้าใบระกาแดง |
ริมกำแพงตะพานขวางเคียงข้างคลอง |
| เป็นพลับพลาพาไลข้างในเสด็จ |
เดือนสิบเอ็ดเคยประทานงานฉลอง |
| เล่นโขนหนังฟังปี่พาทย์ระนาดฆ้อง |
ละครร้องเรื่องแขกฟังแปลกไทย |
| ประทานรางวัลนั้นไม่ขาดคนดาษดื่น |
ทั้งวันคืนครื้นครั่นเสียงหวั่นไหว |
| จะวายเห็นเย็นเยียบเหงาเงียบใจ |
โอ้อาลัยแลเหลียวเปลี่ยววิญญาณ์ฯ |
| |
|
| ๏ เคยอยู่กินถิ่นที่กระฎีก่อ |
เป็นตึกต่อต่างกำแพงฝากแฝงฝา |
| เป็นสองฝ่ายท้ายวัดวิปัสสนา |
ข้างโบสถ์บาเรียนเรียงเคียงเคียงกัน |
| เป็นสี่แถวแนวทางเดินหว่างกุฎิ์ |
มีสระขุดเขื่อนลงพระสงฆ์ฉัน |
| ข้างทิศใต้ในจงกรมพรหมจรรย์ |
มีพระคันธกุฎีที่บำเพ็ง |
| ศาลากลางทางเดินแลเพลินจิต |
ประดับประดิษฐ์ดูดีเป็นที่เก๋ง |
| จะเริดร้างห่างแหสุดแลเล็ง |
ยิ่งพิศเพ่งพาสลดกำสรดทรวงฯ |
| |
|
| ๏ หอระฆังดังทำนองหอกลองใหญ่ |
ทั้งหอไตรแกลทองเป็นของหลวง |
| ปลูกไม้รอบขอบนอกเป็นดอกดวง |
บ้างโรยร่วงรสรื่นทุกคืนวัน |
| ชมพู่แลแต่ละต้นมีผลลูก |
ดูดั่งผูกพวงระย้านึกน่าฉัน |
| ทรงบาดาลบานดอกรีบออกทัน |
เก็บทุกวันเช้าเย็นไม่เว้นวายฯ |
| |
|
| ๏ เห็นทับทิมริมกระฎีดอกยี่โถ |
สะอื้นโอ้อาลัยจิตใจหาย |
| เห็นต้นชาหน้ากระไดใจเสียดาย |
เคยแก้อายหลายครั้งประทังทน |
| ได้เก็บฉันวันละน้อยอร่อยรส |
ด้วยยามอดอัตคัดแสนขัดสน |
| จะซื้อหาชาจีนทรัพย์สินจน |
จะจากต้นชาให้อาลัยชาฯ |
| |
|
| ๏ โอ้ชาตินี้มีกรรมเหลือลำบาก |
เหมือนนกพรากพลัดรังไร้ฝั่งฝา |
| โอ้กระฎีที่จะจากฝากน้ำตา |
ไว้คอยลาเหล่านักเลงฟังเพลงยาว |
| เคยเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าเมื่อเราอยู่ |
มาหาสู่ดูแลทั้งแก่สาว |
| ยืมหนังสือลือเลื่องถามเรื่องราว |
โอ้เป็นคราวเคราะห์แล้วจำแคล้วกันฯ |
| |
|
| ๏ ฤดูร้อนก่อนเก่าทำข้าวแช่ |
น่าชมแต่เครื่องกับสำรับฉัน |
| ช่างทำเป็นเช่นดอกจอกเป็นดอกจันทน์ |
งามจนชั้นกระชายทำเหมือนจำปา |
| มะม่วงดิบหยิบดูจึ่งรู้จัก |
ทำน่ารักรูปสัตว์เหมือนมัจฉา |
| จะแลลับกลับกลายสุดสายตา |
เคยไปมามิได้เห็นจะเว้นวายฯ |
| |
|
| ๏ ตรุษสงกรานต์ท่านแต่งเครื่องแป้งสด |
ระรื่นรสราเชนพุมเสนกระสาย |
| น้ำกุหลาบอาบอุระแสนสบาย |
ถึงเคราะห์ร้ายหายหอมให้ตรอมทรวง |
| เหมือนแสนโง่โอ้เสียแรงแต่งหนังสือ |
จนมีชื่อลือเลื่องทั้งเมืองหลวง |
| มามืดเหมือนเดือนแรมไม่แจ่มดวง |
ต้องเหงาง่วงทรวงเศร้าเปลี่ยวเปล่าใจ |
| จำจากเพื่อนเหมือนจะพาน้ำตาตก |
ต้องระหกระเหินหาที่อาศัย |
| โอ้แสนอายปลายอ้อยเลื่อนลอยไป |
เจ็บเจ็บใจไม่รู้หายซังตายทนฯ |
| |
|
| ๏ ที่อารีมีคุณการุญรัก |
ได้เห็นพักตร์พบปะปีละหน |
| เข้าวัสสามาทั่วทุกตัวตน |
ถวายต้นไม้กระถางต่างต่างกัน |
| ดูกิ่งใบไม้แซมติดแต้มแต่ง |
ลูกดอกแฝงแกล้งประดิษฐ์ความคิดขยัน |
| พุ่มสีผึ้งถึงดีลิ้นจี่จันทน์ |
ต้นแก้วกรรณิการ์มีสารพัด |
| ทำรูปพราหมณ์งามพริ้มแย้มยิ้มเยือน |
กินนรเหมือนนางกินนรแขนอ่อนหยัด |
| ดูนางนั่งปลั่งเปล่งดูเคร่งครัด |
หน้าเหมือนผัดผ่องผิวกรีดนิ้วนาง |
| รูปนกหกผกผินกินลูกไม้ |
บ้างจับไซ้ขนพลิกพลิ้วปีกหาง |
| นกยางเจ่าเซาจกเหมือนนกยาง |
รูปเสือกวางกบกระต่ายมีหลายพรรณ |
| ทำแปลกแปลกแขกฝาหรั่งทั้งเจ้าเงาะ |
หน้าหัวเราะรูปร่างคิ้วคางขัน |
| สุกรแกะแพะโผนเผ่นโดนกัน |
ล้วนรูปปั้นต่างต่างเหมือนอย่างเป็น |
| จะแลลับนับปีครั้งนี้หนอ |
ที่ชอบพอเพื่อนสำราญจะนานเห็น |
| ด้วยโศกสุมรุมร้อนไม่หย่อนเย็น |
จงอยู่เป็นสุขสุขทุกทุกคน |
| ขอแบ่งบุญสุนทรถาวรสวัสดิ์ |
ให้บริบูรณ์พูนสมบัติพิพัฒน์ผล |
| เกิดกองทองกองนากอย่ายากจน |
เจริญพ้นภัยพาลสำราญเริงฯ |
| |
|
| ๏ โอ้สงสารหลานสาวเหล่าข้าหลวง |
เคยมาลวงหลงเชื่อจนเหลือเหลิง |
| ไม่รู้เท่าเจ้าทั้งนั้นเสียชั้นเชิง |
เชิญบันเทิงเถิดนะหลานปากหวานดี |
| ได้ฉันลมชมลิ้นเสียสิ้นแล้ว |
ล้วนหลานแก้วหลอกน้าต้องล่าหนี |
| จะนับเดือนเลื่อนลับไปนับปี |
อยู่จงดีได้เป็นหม่อมให้พร้อมเพรียงฯ |
| |
|
| ๏ โอ้เดือนอ้ายไม่ขาดกระจาดหลวง |
ใส่เรือพ่วงพวกแห่เซ็งแซ่เสียง |
| อึกทึกครึกโครมคบโคมเคียง |
เรือรายเรียงร้องขับตีทับโทน |
| บ้างเขียนหน้าทาดำยืนรำเต้น |
ลางลำเล่นงิ้วหนังมีทั้งโขน |
| พวกขี้เมาเหล่าประสกตลกโลน |
ร้องโยนโหยนโย้นฉับรับชาตรี |
| ล้วนเรือใหญ่ใส่กระจาดย่ามบาตรพร้อม |
ของคุณหม่อมจอมมารดาเจ้าภาษี |
| ทั้งขุนนางต่างมาด้วยบารมี |
ปี่พาทย์ตีเต้นรำทุกลำเรือ |
| ของขนมส้มสูกทั้งลูกไม้ |
หมูเป็ดไก่กุ้งแห้งแตงมะเขือ |
| พร้าวอ่อนด้วยกล้วยอ้อยนับร้อยเครือ |
จนล้นเหลือเกลือปลาร้าสารพัน |
| แล้วเราได้ไตรดีแพรสีแสด |
สบงแปดคืบจัดเป็นสัตตขันธ์ |
| โอ้แต่นี้มิได้เห็นเหมือนเช่นนั้น |
นับคืนวันปีเดือนจะเลื่อนลอย |
| เหลืออาลัยใจเอ่ยจะเลยลับ |
เหลืออาภัพพูดยากเหมือนปากหอย |
| ให้เขินขวยด้วยว่าวาสนาน้อย |
ต้องหน้าจ๋อยน้อยหน้าระอาอาย |
| ออกวัสสาผ้าสบงกระทงเข้า |
พระองค์เจ้าจบพระหัตถ์จัดถวาย |
| ไม่แหงนเงยเลยกลัวเจ้าขรัวนาย |
สำรวมกายก้มหน้าเกรงบารมี |
| สวดมนต์จบหลบออกข้างนอกเล่า |
ปะแต่เหล่าสาวแซ่ห่มแพรสี |
| สู้หลับตามาจนสุดถึงกุฎี |
เหมือนไม่มีตาตัวด้วยกลัวตายฯ |
| |
|
| ๏ ตั้งแต่นี้มิได้หลบไม่พบแล้ว |
จงผ่องแผ้วพักตร์เหมือนดั่งเดือนหงาย |
| จะเงียบเหงาเช้าเย็นจะเว้นวาย |
โอ้ใจหายหมายมาดเคลื่อนคลาดคลา |
| เหมือนใบศรีมีงานท่านสนอม |
เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา |
| พอเสร็จการท่านเอาลงทิ้งคงคา |
ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง |
| เหมือนตัวเราเล่าก็พลอยเลื่อนลอยลับ |
มิได้รับไทยทานดูงานฉลอง |
| โอ้ทองหยิบลิบลอยทั้งฝอยทอง |
มิได้ครองไตรแพรเหมือนแต่เดิมฯ |
| |
|
| ๏ พระสิงหะพระอภัยพระทัยจืด |
ไม่ยาวยืดยกยอชะลอเฉลิม |
| เมื่อกระนั้นจันทน์และกระแจะเจิม |
ได้พูนเพิ่มเหิมฮึกอยู่ตึกราม |
| ครั้นเหินห่างร้างเริดก็เกิดทุกข์ |
ไพรีรุกบุกเบียนเป็นเสี้ยนหนาม |
| สู้ต่ำต้อยน้อยตัวเกรงกลัวความ |
ด้วยเป็นยามยากจนจำทนทานฯ |
| |
|
| ๏ ขอเดชะพระสยมบรมนาถ |
เจ้าไกรลาศโลกามหาสถาน |
| ทรงงัวเผือกเงือกหงอนสังวรสังวาล |
ถือพัดตาลตาไฟประลัยกัลป์ |
| ประกาศิตอิทธิเวทวิเศษประเสริฐ |
ให้ตายเกิดสิ้นสุดมนุษย์สวรรค์ |
| ตรัสอย่างไรไปเป็นเหมือนเช่นนั้น |
พระโปรดฉันเชิญช่วยอำนวยพร |
| เผื่อว่าจักรักใคร่ที่ไหนมั่ง |
ให้สมหวังดังจำนงประสงค์สมร |
| ทรงเวทมนตร์ดลประสิทธิ์ฤทธิรอน |
เจริญพรภิญโญเดโชชัย |
| ที่หวังชื่นกลืนกลั้นกระสันสวาท |
อย่าแคล้วคลาดเคลือบแคลงแหนงไฉน |
| มิตรจิตขอให้มิตรใจไป |
ที่มืดไม่เห็นห้องช่วยส่องเทียนฯ |
| |
|
| ๏ ขอเดชะพระนารายณ์อยู่สายสมุทร |
พระโพกภุชงค์เฉลิมเสริมพระเศียร |
| มังกรกอดสอดประสานสังวาลเวียน |
สถิตเสถียรแท่นมหาวาสุกรี |
| ทรงจักรสังข์ทั้งคทาเทพาวุธ |
เหยียบบ่าครุฑเที่ยวทวาทศราศี |
| ขอมหาอานุภาพปราบไพรี |
อย่าให้มีมารขวางระคางระคาย |
| ที่คนคิดริษยานินทาโทษ |
พระเปลื้องโปรดปราบประยูรให้สูญหาย |
| ศัตรูเงียบเรียบร้อยจะลอยชาย |
ไปเชยสายสุดสวาทไม่ขาดวันฯ |
| |
|
| ๏ ขอเดชะพระมหาวายุพัด |
พิมานอัศวราชเผ่นผาดผัน |
| ทรงสีเหลืองเครื่องไฟประลัยกัลป์ |
กุมพระขรรค์กรดกระหวัดพัดโพยม |
| ขอเดชาวายุเวกจะเสกเวท |
พอหลับเนตรพริบหนึ่งไปถึงโฉม |
| จะสอพลอฉอเลาะปะเหลาะประโลม |
เหมือนกินโสมโศกสร่างสว่างทรวง |
| สุมามาลย์บานแบ่งแมลงภู่ |
ขอสิงสู่สมสงวนไม่ควรหวง |
| จะเหือดสิ้นกลิ่นอายเสียดายดวง |
จะหล่นร่วงโรยรสต้องอดออมฯ |
| |
|
| ๏ โอ้อกเอ๋ยเชยอื่นไม่ชื่นแช่ม |
เชยที่แย้มยิ้มพรายไม่หายหอม |
| แต่หัสนัยน์ตรัยตรึงส์ท่านถึงจอม |
ยังแปลงปลอมเปลื้องปลิดไพจิตรา |
| ได้บุตรีที่รักยักษ์อสูร |
สืบประยูรอยู่ถึงดาวดึงสา |
| เราเป็นมนุษย์สุดรักต้องลักพา |
เหมือนอินทราตรึงส์ตรัยเป็นไรมีฯ |
| |
|
| ๏ อย่าประมาทชาติหมู่แมงภู่ผึ้ง |
ประสงค์ซึ่งเสน่หาสร้อยสาหรี |
| ดูดอกไม้ในจังหวัดปัฐพี |
ดวงใดดีมีกลิ่นรวยรินรส |
| พอบานกลีบรีบถึงลงคลึงเคล้า |
ฟุบแฝงเฝ้าเฟ้นฟอนเกสรสด |
| สัจจังจริงมิ่งขวัญอย่ารันทด |
ถ้ากลิ่นใกล้ได้รสเหลืออดออม |
| อันโกสุมพุ่มพวงดอกดวงนี้ |
สร้อยสาหรีรำเพยระเหยหอม |
| ภมรมาดปรารถนาจึงมาตอม |
ต้องอดออมอกตรมระทมทวี |
| แม้นรับรักหักว่าเมตตาตอบ |
เมื่อผิดชอบผ่ายหน้าจะพาหนี |
| เหมือนอิเหนาเขาก็รู้ไม่สู้ดี |
แต่เพียงพี่นี้ก็ได้ด้วยง่ายดาย |
| อย่าหลบหลู่ดูถูกแต่ลูกยักษ์ |
เขายังลักไปเสียได้ดั่งใจหมาย |
| เหมือนตัวพี่นี้ก็ลือว่าชื่อชาย |
รู้จักฝ่ายฟ้าดินชินชำนาญ |
| ถึงนัทีสีขเรศขอบเขตแขวง |
ป้อมกำแพงแหล่งล้อมพร้อมทหาร |
| เดชะฤทธิ์วิทยาปรีชาชาญ |
ช่วยบันดาลได้สมอารมณ์ปองฯ |
| |
|
| ๏ จริงจริงนะจะไปอุ้มเนื้อนุ่มน่วม |
ลงนั่งร่วมเรือกลพยนต์ผยอง |
| อยู่ท้ายพระจะได้เรียงเคียงประคอง |
ครรไลล่องลอยชะเลเหมือนเภตรา |
| พอลมดีพี่จะให้ใช้ใบแล่น |
ไปตามแผนที่ประเทศเพศภาษา |
| แสนสบายสายสมุทรสุดสายตา |
เห็นแต่ฟ้าน้ำเขียวเปล่าเปลี่ยวทรวง |
| ในสายชลวนลึกโครมครึกคลื่น |
สุดจะฝืนฝ่าชะเลหลวง |
| เห็นฝูงปลานาคินสิ้นทั้งปวง |
เกิดในห้วงห้องมหาคงคาเค็ม |
| แขกฝาหรั่งมังค่าพวกพาณิช |
สังเกตทิศถิ่นทางต้องวางเข็ม |
| เข้าประเทศเขตแดนเลียบแล่นเล็ม |
เขาไปเต็มตามทางกลางนัที |
| ถ้าแม้นว่าปลาวาฬผุดผ่านหน้า |
เรือไม่กล้าใกล้เคียงหลีกเลี่ยงหนี |
| แนวชลาน่าชมน้ำลมดี |
ดูเร็วรี่เรือเรื่อยไม่เหนื่อยแรง |
| เย็นระรื่นคลื่นเรียบเงียบสงบ |
มหรรณพพริบเนตรในเขตแขวง |
| แม้นควันคลุ้มกลุ่มกลมเป็นลมแดง |
เป็นสายแสงเสียงลั่นสนั่นดัง |
| บัดเดี๋ยวคลื่นครื้นครึกสะทึกโถม |
ขึ้นสาดโทรมดาดฟ้าคงคาขัง |
| เสียงฮือฮืออื้ออึงตูมตึงตัง |
ด้วยกำลังลมกล้าสลาตันฯ |
| |
|
| ๏ แต่เรือเราเบาฟ่องถึงต้องคลื่น |
ก็ฝ่าฝืนฟูสบายแล่นผายผัน |
| แม่เห็นคลื่นครื้นเครงจะเกรงครัน |
จะรับขวัญอุ้มน้องประคองเคียง |
| จะเขียนธงลงยันต์ปักกันคลื่น |
ให้หายรื่นราบเรียบเงียบเซียบเสียง |
| จะแย้มสรวลชวนนั่งที่ตั่งเตียง |
ให้เอนเอียงแอบอุ่นละมุนทรวง |
| จะแสนชื่นรื่นรสแป้งสดหอม |
เห็นจะยอมหย่อนตามไม่ห้ามหวง |
| เหมือนได้แก้วแววฟ้าจินดาดวง |
ไว้แนบทรวงสมคะเนทุกเวลาฯ |
| |
|
| ๏ ออกลึกซึ้งถึงที่ชื่อสะดือสมุทร |
เห็นน้ำสุดสูงฟูมดั่งภูมผา |
| ดูพลุ่งพลุ่งวุ้งวงหว่างคงคา |
สูดนาวาเวียนวนไม่พ้นไป |
| เรือลูกค้าพาณิชไม่ชิดเฉียด |
แล่นก้าวเสียดหลีกลำตามน้ำไหล |
| แลชะเลเภตราบ้างมาไป |
เห็นไรไรริ้วริ้วเท่านิ้วมือ |
| แม้นพรายน้ำทำฤทธิ์นิมิตรูป |
สว่างวูบวงแดงดั่งแสงกระสือ |
| ต้องสุมไฟใส่ประโคมให้โหมฮือ |
พัดกระพือเผาหนังแก้รังควานฯ |
| |
|
| ๏ แต่ตัวพี่มีอุบายแก้พรายผุด |
เสกเพลิงชุดเช่นกับไฟประลัยผลาญ |
| ทิ้งพรายน้ำทำลายวอดวายปราณ |
มิให้พานพักตร์น้องอย่าหมองมัว |
| ดูปลาใหญ่ในสมุทรผุดพ่นน้ำ |
มืดเหมือนคล้ำคลุ้มบดสลดสลัว |
| พุ่งทะลึ่งถึงฟ้าดูน่ากลัว |
แต่ละตัวตละโขดนับโยชน์ยาว |
| จะหยอกเย้าเฝ้ายั่วให้หัวเราะ |
ชวนชมเกาะกะเปาะกลมชื่อนมสาว |