| |
|
| |
๏ ถวิลวันจันทร์ทิวาขึ้นห้าค่ำ |
| ลงนาวาคลาเคลื่อนออกเลื่อนลำ |
พอเสียงย่ำยามสองกลองประโคม |
| น้ำค้างย้อยพรอยพรมเป็นลมว่าว |
อนาถหนาวนึกเคยได้เชยโฉม |
| มาลับเหมือนเดือนดับพยับโพยม |
ยิ่งทุกข์โทมนัสในใจรัญจวน |
| โอ้หน้าหนาวคราวนี้เป็นที่สุด |
ไม่มีนุชแนบชมเมื่อลมหวน |
| พี่เห็นนางห่างเหยังเรรวน |
มิได้ชวนเจ้าไปชมประธมประโทนฯ |
| |
|
| ๏ ที่ปลูกรักจักได้ชื่นทุกคืนค่ำ |
ก็เตี้ยต่ำตายฝอยกรองกร๋อยโกร๋น |
| ที่ชื่นเชยเคยรักเหมือนหลักประโคน |
ก็หักโค่นขาดสูญประยูรวงศ์ |
| ยังเหลือแต่แม่ศรีสาครอยู่ |
ไปสิงสู่เสน่หานางสาหงส์ |
| จะเชิญเจ้าเท่าไรก็ไม่ลง |
ให้คนทรงเสียใจมิได้เชยฯ |
| |
|
| ๏ วัดระฆังตั้งแต่เสร็จสำเร็จศพ |
ไม่พานพบภคินีเจ้าพี่เอ๋ย |
| โอ้แลเหลียวเปลี่ยวใจกระไรเลย |
มาชวดเชยโฉมหอมถนอมนวล |
| จนนาวาคลาคล่องเข้าคลองกว้าง |
ตำบลบางกอกน้อยละห้อยหวน |
| ตลาดแพแลตลอดเขาทอดพวน |
แลแต่ล้วนเรือตลาดไม่ขาดคราว |
| ทุกเรือนแพแลลับระงับเงียบ |
ยิ่งเย็นเยียบยามดึกให้นึกหนาว |
| ในอากาศกลาดเกลื่อนด้วยเดือนดาว |
เป็นลมว่าวเฉื่อยฉิวหวิวหวัวใจ |
| โอ้บางกอกกอกเลือดให้เหือดโรค |
แต่ความโศกนี้จะกอกออกที่ไหน |
| แม้นได้แก้วแววตามายาใจ |
แล้วก็ไม่พักกอกดอกจริงจริงฯ |
| |
|
| ๏ ดูวังหลังยังไม่ลืมที่ปลื้มจิต |
เคยมีมิตรมากมายทั้งชายหญิง |
| มายามดึกนึกถึงที่พึ่งพิง |
อนาถนิ่งน้อยหน้าน้ำตานอง |
| บางหว้าน้อยน้อยจิตด้วยพิสมัย |
น้อยหรือใจจืดจางให้หมางหมอง |
| หมายว่ารักจักได้พึ่งเหมือนหนึ่งน้อง |
เห็นเจ้าของขายหน้าทั้งตาปี |
| ถึงวัดทองหมองเศร้าให้เหงาเงียบ |
เย็นยะเยียบหย่อมหญ้าป่าช้าผี |
| สงสารฉิมนิ่มน้องสองนารี |
มาปลงที่เมรุทองทั้งสองคน |
| ขอบุญญาอานิสงส์จำนงสนอง |
ช่วยส่งสองศรีสวัสดิ์ไปปัฏิสนธิ์ |
| ศิวาลัยไตรภพจบสกล |
ประจวบจนได้พบประสบกัน |
| ทั้งแก้วเนตรเกสรามณฑาทิพย์ |
จงลอยลิบลุล่วงถึงสรวงสวรรค์ |
| จะเกิดไหนได้อยู่คู่ชีวัน |
อย่ามีอันตรายเป็นเหมือนเช่นนี้ฯ |
| |
|
| ๏ วัดประขาวขาวเหลือเชื่อไม่ได้ |
ด้วยดวงใจเจ้ามันคล้ำดำมิดหมี |
| แม่หม้ายสาวขาวโศกโฉลกมี |
เหมือนแม่ศรีสาครฉะอ้อนเอว |
| โอ้เคราะห์กรรมจำคลาดนิราศร้าง |
เพราะขัดขวางความในเหมือนไขว่เฉลว |
| ทั้งเกลียดลิ้นนินทาพาลาเลว |
เหมือนควันเปลวปลิวต้องให้หมองมอม |
| เสียดายแต่แม่ศรีเจ้าพี่เอ๋ย |
จะชวดเชยชวดชิดสนิทสนอม |
| เหมือนดอกไม้ไกลแดนเพราะแตนตอม |
ใครแปลงปลอมปลิดสอยมันต่อยตายฯ |
| |
|
| ๏ บางบำหรุเหมือนบำรุบำรุงรัก |
จะพึ่งพักพิศวาสเหมือนมาดหมาย |
| ไม่เหมือนนึกตรึกตรองเพราะสองราย |
เห็นฝักฝ่ายเฟือนลงด้วยทรงโลม |
| พอสิ้นแพแลล้วนสวนสงัด |
พยุพัดฮือฮือกระพือโหม |
| ยิ่งดึกดาววาววามดังตามโคม |
น้ำค้างโซมแสนหนาวให้เปล่าใจ |
| บางขุนนนท์ต้นลำภูดูหิ่งห้อย |
เหมือนเพชรพร้อยพรอยพร่างสว่างไสว |
| จังหรีดร้องซ้องเสียงเรียงเรไร |
จะแลไหนเงียบเหงาทุกเหย้าเรือน |
| บางระมาดมาดหมายสายสวาท |
ว่าสมมาดเหมือนใจแล้วไม่เหมือน |
| แสนสวาทมาดหมายมาหลายเดือน |
มีแต่เคลื่อนแคล้วคลาดประหลาดใจ |
| วัดไก่เตี้ยไม่เห็นไก่เห็นไทรต่ำ |
กอระกำแกมสละขึ้นไสว |
| หอมระกำก็ยิ่งช้ำระกำใจ |
ระกำไม่เหมือนระกำที่ช้ำทรวง |
| ถึงสวนหลวงหวงห้ามเหมือนความรัก |
เหลือที่จักจับต้องเป็นของหลวง |
| แต่รวยรินกลิ่นผกาบุปผาพวง |
ระรื่นร่วงเรณูฟูขจร |
| โอ้ไม้ต้นคนเฝ้าแต่เสาวรส |
ยังปรากฏกลิ่นกล่อมหอมเกสร |
| แต่โกสุมภุมรินมาบินวอน |
ไม่ดับร้อนร่วงกลิ่นให้ดิ้นโดย |
| ดึกกำดัดสัตว์อื่นไม่ตื่นหมด |
แต่นกกดร้องเร้ากระเหว่าโหวย |
| ระรวยรินกลิ่นโศกมาโบกโบย |
โอ้โศกโรงเหมือนพี่ร้างมาทางจรฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางขวางปางก่อนว่ามอญขวาง |
เดี๋ยวนี้นางไทยลาวแก่สาวสอน |
| ทำยกย่างขวางแขวนแสนแสงอน |
ถึงนางมอญก็ไม่ขวางเหมือนนางไทย |
| วัดพิกุลฉุนกลิ่นระรินรื่น |
โอ้หอมชื่นเช่นกับรสแป้งสดใส |
| เหมือนพิกุลอุ่นทรวงพวงมาลัย |
ที่เคยใส่หัตถ์หอมถนอมนวล |
| โอ้ยามนี้มิได้เชยเหมือนเคยชื่น |
มาหอมรื่นแต่ดอกไม้ที่ในสวน |
| พระพายโชยโรยรินกลิ่นลำดวน |
เหมือนจะชวนชื่นใจเมื่อไกลเชย |
| บางสนามนึกขามแต่หนามเสี้ยน |
หนามทุเรียนรักฉีกอีกเจ้าเอ๋ย |
| ที่กีดขวางทางความแต่หนามเตย |
ไม่น่าเชยน่าชังล้วนรังแตน |
| ถึงสวนแดนแสนเสียดายสายสวาท |
มาสิ้นชาติชนมโลกให้โศกแสน |
| ไปสวรรค์ชั้นบนคนละแดน |
ไม่ร่วมแผ่นภพโลกยิ่งโศกใจฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดเกดเจตนาแต่การะเกด |
ไม่สมเจตนาน่าน้ำตาไหล |
| เคยสบเนตรเกษน้อยกลอยฤทัย |
มาจำไกลกลืนกลั้นที่รัญจวน |
| น้ำค้างพรมลมชายระบายโบก |
หอมดอกโศกเศร้าสร้อยละห้อยหวน |
| เหมือนโศกร้างห่างเหเสน่ห์นวล |
มาถึงสวนโศกช้ำระกำทรวง |
| เห็นรักน้ำคร่ำคร่าไม่น่ารัก |
จะเด็ดหักเสียก็ได้เขาไม่หวง |
| แต่ละต้นผลลูกดังผูกพวง |
ก็โรยร่วงเปล่าหมดไม่งดงาม |
| เหมือนรักคนคนรักทำยักยอก |
จะเก็บดอกเด็ดผลคนก็ขาม |
| แม้นยางลูกถูกหัตถ์ก็กัดลาม |
เหมือนรำรามรักรายริมชายพงฯ |
| |
|
| ๏ วัดชะลอใครหนอชะลอฉลาด |
เอาอาวาสมาไว้ให้อาศัยสงฆ์ |
| ช่วยชะลอวรลักษณ์ที่รักทรง |
ให้มาลงเรือร่วมนวมที่นอน |
| ถนอมแนบแอบอุ้มประทุมน้อย |
แขนจะคอยเคียงวางไว้ต่างหมอน |
| เมื่อปลื้มใจไสยาอนาทร |
จะกล่าวกลอนกล่อมขนิษฐ์ให้นิทราฯ |
| |
|
| ๏ เห็นคลองขวางบางกรวยระทวยจิต |
ไม่ลืมคิดนิ่มน้อยละห้อยหา |
| เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมา |
โอ้สิ้นอายุเจ้าได้เก้าปี |
| แต่ก่อนกรรมทำสัตว์ให้พลัดพราก |
จึงจำจากนิ่มน้องให้หมองศรี |
| เคยไปมาหาน้องในคลองนี้ |
เห็นแต่ที่ท้องคลองนองน้ำตา |
| สงสารบุตรสุดเศร้าทุกเช้าค่ำ |
ด้วยเป็นกำพร้าแม่ชะแง้หา |
| เขม้นมองคลองบ้านดูมารดา |
เช็ดน้ำตาโซมซาบลงกราบกราน |
| ยิ่งตรอมตรึกดึกดื่นสะอื้นอั้น |
จนไก่ขันเอื้อนเอกวิเวกหวาน |
| เหมือนนิ่มน้องร้องเรียกสำเหนียกนาน |
เจียนจะขานหลงแลชะแง้คอยฯ |
| |
|
| ๏ บางสีทองคลองบ้านน้ำตาลสด |
อร่อยรสซาบซ่านหวานคอหอย |
| เหมือนปากพี่สีทองของน้องน้อย |
เป็นคู่บอกดอกสร้อยสักรวา |
| ทุกวันนี้พี่ก็เฒ่าเราก็หง่อม |
เธอเป็นจอมเราเป็นจนต้องบ่นหา |
| โอ้จอมพี่สีทองของน้องยา |
เมื่อไรจะพาพิมน้อยมากลอยใจฯ |
| |
|
| ๏ บางอ้อช้างโอ้ช้างที่ร้างโขลง |
มาอยู่โรงรักป่าน้ำตาไหล |
| พี่คลาดแคล้วแก้วตาให้อาลัย |
เหมือนอกไอยราร้างฝูงนางพังฯ |
| |
|
| ๏ พอจวนรุ่งฝูงนกวิหคร้อง |
ประสานซ้องเซ็งแซ่ดังแตรสังข์ |
| กระเหว่าหวานขานเสียงสำเนียงดัง |
เหมือนชาววังหวีดเสียงสำเนียงนวล |
| อโณทัยไตรตรัสจำรัสแสง |
กระจ่างแจ้งแจ่มฟ้าพฤกษาสวน |
| หอมดอกไม้หลายพรรณให้รัญจวน |
เหมือนกลิ่นนวลน้ำกุหลาบซึ่งซาบทรวง |
| โอ้บุปผาสารพัดที่กลัดกลีบ |
ครั้นรุ่งรีบบานงามไม่ห้ามหวง |
| ให้ชื่นชุ่มภุมรินสิ้นทั้งปวง |
ได้ซาบทรวงเสาวรสไม่อดออม |
| แต่ดอกฟ้าส่าหรีเจ้าพี่เอ๋ย |
มิหล่นเลยละให้หมู่แมงภู่สนอม |
| จะกลัดกลิ่นสิ้นรสเพราะมดตอม |
จนหายหอมแลกลอกเหมือนดอกกลอยฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดสักเหมือนพึ่งรักที่ศักดิ์สูง |
สูงกว่าฝูงเขาเหินเห็นเกินสอย |
| แม้นดอกฟ้าคลาเคลื่อนหล่นเลื่อนลอย |
จะได้คอยเคียงรับประคับประคอง |
| บางขนุนขุนกองมีคลองกว้าง |
ว่าเดิมบางชื่อถนนเขาขนของ |
| เป็นเรื่องหลังครั้งคราวท้าวอู่ทอง |
แต่คนร้องเรียกเฟือนไม่เหมือนเดิม |
| สุดาใดได้เพื่อนอย่าเฟือนพี่ |
เหมือนมณีนพรัตน์ฉัตรเฉลิม |
| อันน้ำในใจรักช่วยตักเติม |
ให้พูนเพิ่มพิศวาสอย่าคลาดคลาย |
| บางนายไกรไกรทองอยู่คลองนี้ |
ชื่อจึงมีมาทุกวันเหมือนมั่นหมาย |
| ไปเข่นฆ่าชาละวันให้พลันตาย |
เป็นยอดชายเชี่ยวชาญการวิชา |
| ได้ครอบครองสองสาวชาวพิจิตร |
สมสนิทนางตะเข้เสน่หา |
| เหมือนตัวพี่นี้ได้ครองแต่น้องยา |
จะเกื้อหน้าพางามขึ้นครามครัน |
| ถึงคลองขวางบางระนกโอ้อกพี่ |
แม้นปีกมีเหมือนหนึ่งนกจะผกผัน |
| ไปอุ้มแก้วแววตาพาจรัล |
มาด้วยกันกับทั้งคู่ที่อยู่ริม |
| คงร่วมเรือเมื่อว่าตื่นสะอื้นอ้อน |
จะคอยช้อนโฉมอุ้มไม่หยุมหยิม |
| ให้แย้มสรวลชวนเสบยเฝ้าเชยชิม |
กว่าจะอิ่มอกแอบแนบนิทรา |
| บางคูเวียงเสียงเงียบเซียบสงัด |
เป็นจังหวัดเวียงสวนล้วนพฤกษา |
| ดูรูปนางบางคูเวียงเหมือนเหนียงนา |
ไม่เหมือนหน้านางนั่งในวังเวียง |
| เห็นโรงหีบหนีบอ้อยเขาคอยป้อน |
มีคนต้อนควายตวาดไม่ขาดเสียง |
| เห็นน้ำอ้อยย้อยรางที่อ่างเรียง |
โอ้พิศเพียงชลนาพี่จาบัลย์ |
| อันลำอ้อยย่อยยับเหมือนกับอก |
น้ำอ้อยตกเหมือนน้ำตาพี่กว่าขัน |
| เขาโหมไฟในโรงโขมงควัน |
เหมือนอ้นอั้นอกกลุ้มรุมระกำ |
| โอ้น้ำในใจคนเหมือนต้นอ้อย |
ข้างปลายกร่อยชืดชิมไม่อิ่มหนำ |
| ต้องหันหีบหนีบแตกให้แหลกลำ |
นั่นแลน้ำจึงจะหวานเพราะจานเจือฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางม่วงง่วงจิตคิดถึงม่วง |
ต้องจากทรวงเสียใจอาลัยเหลือ |
| มะม่วงงอมหอมหวนเหมือนนวลเนื้อ |
มิรู้เบื่อบางม่วงเหมือนดวงใจ |
| เห็นต้นรักหักโค่นต้นสนัด |
เป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว |
| เหมือนตัดรักหักสวาทขาดอาลัย |
ด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วเจ้าแก้วตาฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางใหญ่ให้จอดทอดประทับ |
เข้าเทียบกับกิ่งรักไม่พักหา |
| เมื่อกินข้าวเขาก็หักใบรักมา |
จิ้มปลาร้าลองดูด้วยอยู่ริม |
| อร่อยนักรักอ่อนปลาช่อนย่าง |
เปรียบเหมือนนางเนื้อนุ่มที่หยุมหยิม |
| อยากรู้จักรักใคร่พึ่งได้ชิม |
ชอบแต่จิ้มปลาร้าจึงพารวย |
| โอ้รักต้นคนรักเขาหักให้ |
ไม่พักได้เด็ดรักไม่พักฉวย |
| แต่รักน้องต้องประสงค์ถึงงงงวย |
ใครไม่ช่วยชักนำให้กล้ำกลืนฯ |
| |
|
| ๏ เสพอาหารหวานคาวเมื่อคราวยาก |
ล้วนของฝากเฟื่องฟูค่อยชูชื่น |
| แต่มะแป้นแกนในจะไปคืน |
ของอื่นอื่นอักโขล้วนโอชา |
| เห็นสิ่งของน้องรักฟักจันอับ |
แช่อิ่มพลับผลชิดเป็นปริศนา |
| พี่จรจากฝากชิดสนิทมา |
เหมือนแก้วตาตามติดมาชิดเชื้อ |
| แผ่นขนุนวุ้นแท่งของแห้งสิ้น |
แต่ละชิ้นชูใจอาลัยเหลือ |
| ได้ชื่นชิมอิ่มหนำทั้งลำเรือ |
เพราะน้องเนื้อนพคุณกรุณาฯ |
| |
|
| ๏ แล้วเข้าทางบางใหญ่ครรไลล่อง |
ไปตามคลองเคลื่อนคล้อยละห้อยหา |
| เห็นสิ่งไรในจังหวัดรัถยา |
สะอื้นอาลัยถึงคะนึงนวล |
| แม้นแก้วตามาเห็นเหมือนเช่นนี้ |
จะยินดีด้วยดอกไม้ที่ในสวน |
| ไม่แจ้งนามถามพี่จะชี้ชวน |
ชมลำดวนดอกส้มต้นนมนาง |
| ที่ริมน้ำง้ำเงื้อมจะเอื้อมหัก |
เอายอดรักให้น้องเมื่อหมองหมาง |
| ไม่เหมือนหมายสายสวาทมาขาดกลาง |
โอ้อ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ |
| |
|
| ๏ บางกระบือเห็นกระบือเหมือนชื่อบ้าน |
แสนสงสารสัตว์นาฝูงกาสร |
| ลงปลักเปลือกเกลือกเลนระเนนนอน |
เหมือนจะร้อนรนร่ำทุกค่ำคืน |
| โอ้อกพี่นี้ก็ร้อนเพราะศรรัก |
ถึงฝนสักแสนห่าไม่ฝ่าฝืน |
| แม้นเหมือนรสพจมานเมื่อวานซืน |
จะชูชื่นใจพี่ด้วยปรีดิ์เปรม |
| โอ้เปรียบชายคล้ายนกวิหคน้อย |
จะเลื่อนลอยลงสรงกับหงส์เหม |
| ได้ใกล้เคียงเรียงริมจะอิ่มเอม |
แสนเกษมสุดสวาทไม่คลาดคลายฯ |
| |
|
| ๏ ถึงคลองย่านบ้านบางสุนัขบ้า |
เหมือนขี้ข้านอกเจ้าเฉาฉงาย |
| เป็นบ้าจิตคิดแค้นด้วยแสนร้าย |
ใครใกล้กรายเกลียดกลัวทุกตัวคนฯ |
| |
|
| ๏ ถึงลำคลองช่องกว้างชื่อบางโสน |
สะอื้นโอ้อ้างว้างมากลางหน |
| โสนออกดอกระย้าริมสาชล |
บ้างร่วงหล่นแลงามเมื่อยามโซ |
| แต่ต้นเบาเขาไม่ใช้เช่นใจหญิง |
เบาจริงจริงเจียวใจเหมือนไม้โสน |
| เห็นตะโกโอ้แสนแค้นตะโก |
ถึงแสนโซสิ้นคิดไม่ติดตาม |
| พอสุดสวนล้วนแต่เหล่าเถาสวาด |
ขึ้นพ้นพาดเพ่งพิศให้คิดขาม |
| ชื่อสวาดพาดเพราะเสนาะนาม |
แต่ว่าหนามรกระชะกะกาง |
| สวาดต้นคนต้องแล้วร้องอุ่ย |
ด้วยรุกรุยรกเรื้อรังเสือสาง |
| จนชั้นลูกถูกต้องเป็นกองกลาง |
เปรียบเหมือนอย่างลูกสวาทศรียาตรา |
| ริมลำคลองท้องทุ่งดูวุ้งเวิ้ง |
ด้วยน้ำเจิ่งจอกผักขึ้นหนักหนา |
| ดอกบัวเผื่อนเกลื่อนกลาดดาษดา |
สันตะวาสายติ่งต้นลินจงฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบ้านใหม่ธงทองริมคลองลัด |
ที่หน้าวัดเห็นเขาปักเสาหงส์ |
| ขอความรักหนักแน่นให้แสนตรง |
เหมือนคันธงแท้เที่ยงอย่าเอียงเอน |
| ได้ชมวัดศรัทธาสาธุสะ |
ไหว้ทั้งพระปฏิมามหาเถร |
| นาวาล่องคล่องแคล่วเขาแจวเจน |
เฟือยระเนนน้ำพร่างกระจ่างกระจาย |
| ดูชาวบ้านพรานปลาทำลามก |
เที่ยวดักนกยิงเนื้อมาเถือขาย |
| เป็นทุ่งนาป่าไม้รำไรราย |
พวกหญิงชายชาวเถื่อนอยู่เรือนโรงฯ |
| |
|
| ๏ ที่ริมคลองสองฝั่งเขาตั้งบ้าน |
น่าสำราญเรียงรันควันโขมง |
| ถึงชะวากปากช่องชื่อคลองโยง |
เป็นทุ่งโล่งลิบลิ่วหวิวหวิวใจ |
| มีบ้านช่องสองฝั่งชื่อบางเชือก |
ล้วนตมเปือกเปอะปะสวะไสว |
| ที่เรือน้อยลอยล่องค่อยคล่องไป |
ที่เรือใหญ่โป้งโล้งต้องโยงควาย |
| เวทนากาสรสู้ถอนถีบ |
เขาตีรีบเร่งไปน่าใจหาย |
| ถึงแสนชาติจะมาเกิดกำเนิดกาย |
อย่าเป็นควายรับจ้างที่ทางโยงฯ |
| |
|
| ๏ ตามแถวทางกลางย่านนั้นบ้านว่าง |
เขาปลูกสร้างศาลาเปิดฝาโถง |
| เจ๊กจีนใหม่ไทยมั่งไปตั้งโรง |
ขุดร่องน้ำลำกระโดงเขาโยงดิน |
| ดูทุ่งกว้างวางเวกหมอกเมฆมืด |
บรรพตพืดภูผาพนาสิณฑ์ |
| ฝูงวิหคนกกาเที่ยวหากิน |
ตามที่ถิ่นเขตแคว้นทุกแดนดาว |
| บ้างเดินดินบินว่อนขึ้นร่อนร้อง |
ริมขอบหนองนกกระกรุมคุ่มคุ่มขาว |
| ค้อนหอยย่องมองปลาแข้งขายาว |
อีโก้งก้าวโก้งเก้งเขย่งตัว |
| กระทุงทองล่องเลื่อนดูเกลื่อนกลาด |
ไม่คลาคลาดคลอเคลียเหมือนเมียผัว |
| มีต่างต่างยางกรอกนกดอกบัว |
เที่ยวเดินยั้วเยี้ยย่องที่ท้องนา |
| นกกระจาบคาบคุ่มอีลุ้มร่อน |
ดูว้าว่อนเวียนเร่ในเวหา |
| เห็นยางเจ่าเซาจับคอยสับปลา |
นกกระสาซ่องซ่องค่อยย่องเดิน |
| โอ้ดูนกอกใจให้ไหวหวาด |
ยามนิราศเริดร้างมาห่างเหิน |
| เห็นสิ่งไรใจพี่ไม่มีเพลิน |
ส่วนเรือเดินด่วนไปใจจะคืนฯ |
| |
|
| ๏ จะออกช่องคลองโยงเห็นโรงบ้าน |
เขาเรียกลานตากฟ้าค่อยพาชื่น |
| โอ้แผ่นฟ้ามาตากถึงภาคพื้น |
น่าจะยืนหยิบเดือนได้เหมือนใจ |
| เจ้าหนูน้อยพลอยว่าฟ้าตกน้ำ |
ใครช่างดำยกฟ้าขึ้นมาได้ |
| แม้นแดนดินสิ้นฟ้าสุราลัย |
จะเปล่าใจจริงจริงทั้งหญิงชายฯ |
| |
|
| ๏ โอ้ฟังบุตรสุดสวาทฉลาดเปรียบ |
ต้องทำเนียบนึกไปก็ใจหาย |
| ถึงแขวงแควแลลิ่วชื่องิ้วราย |
สะอื้นอายออกความเหมือนนามงิ้ว |
| งามเสงี่ยมเอี่ยมอิ่มเมื่อพริ้มพักตร์ |
ดูน่ารักเรือนผมก็สมผิว |
| แสนสุภาพกราบก้มประนมนิ้ว |
เหมือนโฉมงิ้วงามราวกับชาววังฯ |
| |
|
| ๏ ถึงย่านน้ำสำประทวนรำจวนจิต |
เหมือนใจคิดทวนทบตลบหลัง |
| ไปลอบโลมโฉมเฉกที่เมฆบัง |
เปรียบเหมือนนั่งแอบอุ้มทุกทุ่มโมงฯ |
| |
|
| ๏ ถึงปากน้ำลำคลองที่ท้องทุ่ง |
เจ๊กเขาหุงเหล้ากลั่นควันโขมง |
| มีรางรองสองชั้นทำคันโพง |
ผูกเชือกโยงยืนชักคอยตักเติม |
| น่าชมบุญขุนพัฒน์ไม่ขัดข้อง |
มีเงินทองทำทวีภาษีเสริม |
| เมียน้อยน้อยพลอยเป็นสุขไรจุกเจิม |
ได้พูนเพิ่มวาสนาเสียกว่าไทย |
| ทุกวันนี้มีทรัพย์เขานับถือ |
เหมือนเราหรือเขาจะรักมิผลักไส |
| สงสารจนอ้นอั้นให้ตันใจ |
จนเข้าในปากน้ำสำประโทนฯ |
| |
|
| ๏ ริมลำคลองสองฝั่งสะพรั่งพฤกษ์ |
พินิจนึกเหมือนหนึ่งเขียนบ้างเกรียนโกร๋น |
| นกอีลุ้มคุ่มขาบจิบจาบโจน |
กระพือโผนโผผินขึ้นบินโบย |
| บนไม้สูงฝูงเปล้านกเค้ากู่ |
กระลุมพูโพระโดกเสียงโหวกโหวย |
| วิเวกใจได้ยินยิ่งดิ้นโดย |
ละห้อยโหยหาน้องในคลองลัด |
| พอมืดมนฝนคลุ้มชอุ่มอับ |
โพยมพยับเป็นพยุระบุระบัด |
| เสียงลมสั่นบันลือกระพือพัด |
พิรุณซัดสาดสายลงพรายพราว |
| ฟ้ากระหึมครึมครั่นให้ปั่นป่วน |
เหมือนพี่ครวญคราวทนน้ำฝนหนาว |
| แวมสว่างอย่างแก้วดูแวววาว |
เป็นเรื่องราวรามสูรอาดูรทรวง |
| เพราะนางเอกเมขลาหล่อนล่อแก้ว |
จะให้แล้วแล้วไม่ให้ด้วยใจหวง |
| เหมือนรักแก้วแววฟ้าสุดาดวง |
เฝ้าหนักหน่วงนึกเหมือนจะเคลื่อนคลาฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางแก้วแก้วอื่นสักหมื่นแสน |
ไม่เหมือนแม้นแก้วเนตรของเชษฐา |
| ดูรูปนางบางแก้วไม่แผ้วตา |
ไม่เหมือนหน้าน้องแก้วที่แคล้วกัน |
| จนเกินย่านบ้านคลองที่ท้องทุ่ง |
เป็นเขตคุ้งขอบป่าพนาสัณฑ์ |
| ทุกถิ่นเถื่อนเรือนโรงโขมงควัน |
เป็นสำคัญเขตโขดโตนดตาลฯ |
| |
|
| ๏ ถึงโพเตี้ยโพต่ำเหมือนคำกล่าว |
แต่โตราวสามอ้อมเท่าพ้อมสาน |
| เป็นเรื่องราวจ้าวฟ้าพระยาพาน |
มาสังหารพระยากงองค์บิดา |
| แล้วปลูกพระมหาโพธิบนโขดใหญ่ |
เผอิญให้เตี้ยต่ำเพราะกรรมหนา |
| อันเท็จจริงสิ่งใดเป็นไกลตา |
เขาเล่ามาพี่ก็เล่าให้เจ้าฟังฯ |
| |
|
| ๏ ที่ท้ายบ้านศาลจ้าวของชาวบ้าน |
บวงสรวงศาลจ้าวผีบายศรีตั้ง |
| เห็นคนทรงปลงจิตอนิจจัง |
ให้คนทั้งปวงหลงลงอบาย |
| ซึ่งคำปดมดท้าวว่าจ้าวช่วย |
ไม่เห็นด้วยที่จะได้ดังใจหมาย |
| อันจ้าวผีนี้ถึงรับก็กลับกลาย |
ถือจ้าวนายที่ได้พึ่งจึงจะดี |
| แต่บ้านนอกขอกนาอยู่ป่าเขา |
ไม่มีจ้าวนายจึงต้องพึ่งผี |
| เหมือนถือเพื่อนเฟือนหลงว่าทรงดี |
ไม่สู้พี่ได้แล้วเจ้าแก้วตาฯ |
| |
|
| ๏ บางกระชับเหมือนกำชับให้กลับหลัง |
กำชับสั่งว่าจะคอยละห้อยหา |
| วานซืนนี้พี่ได้รับกำชับมา |
ไม่อยู่ช้ากว่ากำชับจะกลับไป |
| แต่เป็ดหงส์ลงหาดไม่คลาดคู่ |
สังเกตดูดังจะพาน้ำตาไหล |
| เหมือนเสียทีมีเพื่อนไม่เหมือนใจ |
ดังดินไร้เส้นหญ้าอนาทรฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดสิงห์สิงสู่อยู่ที่นี่ |
แต่ใจนี้พี่ไปสิงมิ่งสมร |
| ถึงตัวจากพรากพลัดกำจัดจร |
ยังอาวรณ์หวังเสน่ห์ทุกเวลาฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดท่าท่าน้ำดูฉ่ำชื่น |
สำราญรื่นร่มไม้ไทรสาขา |
| คิดถึงนุชสุดสวาทที่คลาดคลา |
จะคอยท่าถามข่าวทุกคราวเครือฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบ้านกล้วยกล้วยกล้ายเขารายปลูก |
น้ำเต้าลูกเท่ากระติกพริกมะเขือ |
| กล้วยหักมุกสุกห่ามอร่ามเครือ |
อยู่ริมเรือเรียดทางข้างคงคา |
| คิดถึงเมื่อเรือน้องมาคลองนี้ |
จะชวนชี้ชมประเทศกับเชษฐา |
| สะอื้นโอ้โพล้เพล้ถึงเวลา |
สกุณาข้ามฝั่งไปรังเรียง |
| บ้างเริงร้องซ้องแซ่กรอแกรกรีด |
หวิวหวิวหวีดเวทนาภาษาเสียง |
| ลูกอ่อนแอแม่ป้อนชะอ้อนเอียง |
บ้างคู่เคียงเคล้าคลอเสียงซอแซ |
| เอ็นดูนกกกบุตรแล้วสุดเศร้า |
เหมือนบุตรเราเคียงข้างไม่ห่างแห |
| หวนสะอื้นฝืนใจอาลัยแล |
ได้เห็นแต่ตาบน้อยละห้อยใจฯ |
| |
|
| ๏ ตะวันรอนอ่อนอับพยับแสง |
ดูดวงแดงดังจะพาน้ำตาไหล |
| ยังรอรั้งสั่งฟ้าด้วยอาลัย |
ค่อยไรไรเรืองลับวับวิญญาณ์ |
| พระจันทรจรจำรูญข้างบูรพทิศ |
กระต่ายติดแต้มสว่างกลางเวหา |
| โอ้กระต่ายหมายจันทร์ถึงชั้นฟ้า |
เทวดายังช่วยรับประคับประคอง |
| มนุษย์หรือถือดีว่ามีศักดิ์ |
มิรับรักเริดร้างให้หมางหมอง |
| ไม่เหมือนเดือนเหมือนกระต่ายเสียดายน้อง |
จึงขัดข้องขัดขวางทุกอย่างไปฯ |
| |
|
| ๏ น้ำค้างพรมลมเฉื่อยเรื่อยเรื่อยริ้ว |
หนาวดอกงิ้วงิ้วออกดอกไสว |
| เกสรงิ้วปลิวฟ้ามายาใจ |
ให้ทราบในทรวงช้ำสู้กล้ำกลืน |
| โอ้งิ้วป่าพาหนาวเมื่อคราวยาก |
สุดจะฝากแฝงหน้าไม่ฝ่าฝืน |
| แม้นงิ้วเป็นเช่นงานเมื่อวานซืน |
จะชูชื่นช่วยหนาวเมื่อคราวครวญ |
| โอ้ดูเดือนเหมือนได้ยลวิมลพักตร์ |
ไม่ลืมรักรูปงามทรามสงวน |
| กระจ่างแจ้งแสงจันทร์ยิ่งรัญจวน |
คะนึงหวนนิ่งนอนอ่อนกำลังฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบ้านธรรมศาลาริมท่าน้ำ |
เป็นโรงธรรมภาคสร้างแต่ปางหลัง |
| เดชะคำทำคุณการุณัง |
เป็นที่ตั้งศาสนาให้ถาวร |
| ขอสมหวังดังสวาทอย่าคลาดเคลื่อน |
ให้ได้เหมือนหมายรักในอักษร |
| หนังสือไทยอธิษฐานสารสุนทร |
จงถาพรเพิ่มรักเป็นหลักโลม |
| โอ้เย็นฉ่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อย |
ให้ละห้อยหวนเห็นเหมือนเช่นโฉม |
| พอมืดมนฝนพยับอับโพยม |
ทรวงจะโทรมเสียเพราะรักที่หนักทรวงฯ |
| |
|
| ๏ ถึงถิ่นฐานบ้านเพนียดเป็นเนินสูง |
ที่จับจูงช้างโขลงเข้าโรงหลวง |
| เหตุเพราะนางช้างต่อไปล่อลวง |
พลายทั้งปวงจึงต้องถูกมาผูกโรง |
| โอ้อกเพื่อนเหมือนหนึ่งชายที่หมายมาด |
แสนสวาทหวังงามมาตามโขลง |
| ต้องติดบ่วงห่วงรักชักชะโลง |
เสียดายโป่งป่าเขาคิดเศร้าใจ |
| เข้าจอดท่าหน้าเนินเพนียดช้าง |
มีโรงร้างไร้ฝาเข้าอาศัย |
| พอประทังบังฝนใต้ต้นไทร |
พวกผู้ใหญ่หยุดหย่อนเขานอนเรือ |
| แต่ลูกเล็กเด็กอ่อนนอนชั้นล่าง |
น้ำค้างพร่างพรมพราวให้หนาวเหลือ |
| โอ้รินรินกลิ่นเกสรขจรเจือ |
เหมือนกลิ่นเนื้อแนบชิดสนิทในฯ |
| |
|
| ๏ หนาวน้ำค้างพร่างพรมจะห่มผ้า |
พออุ่นอารมณ์ระงับได้หลับไหล |
| ถึงลมว่าวหนาวยิ่งจะผิงไฟ |
แต่หนาวใจจากเจ้าให้เศร้าซึม |
| สงัดเงียบเยียบเย็นทุกเส้นหญ้า |
แต่สัตว์ป่าปีบร้องก้องกระหึม |
| ไม่เห็นหนต้นไม้พระไทรครึม |
เสียงงึมงึมเงาไม้พระไทรคะนอง |
| ทั้งเป็ดผีปี่แก้วแว่วแว่วหวีด |
จังหรีดกรีดกรีดเกรียวเสียวสยอง |
| เสียงหริ่งหริ่งกิ่งไทรเรไรร้อง |
แม่ม่ายสองไนเพราะเสนาะในฯ |
| |
|
| ๏ สงสารแต่แม่หม้ายสายสวาท |
นอนอนาถหนาวน่าน้ำตาไหล |
| อ่านหนังสือหรือว่าน้องจะลองใน |
เสียดายใจจางจืดไม่ยืดยาว |
| แม้นยอมใจให้สัตย์จะนัดน้อง |
จะร่วมห้องหายหม้ายทั้งหายหนาว |
| นี่หลงเพื่อนเหมือนเคี้ยวข้าวเหนียวลาว |
ลืมข้าวเจ้าเจ้าประคุณที่คุ้นเคย |
| โอ้คิดอื่นหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน |
ที่ร่วมเรือนร่วมเตียงเคียงเขนย |
| สงัดเสียงเที่ยงคืนเคยชื่นเชย |
เมื่อไรเลยจะคืนมาชื่นใจ |
| จวนจะหลับกลับฝันว่าขวัญอ่อน |
แนบฉะอ้อนอุ่นจิตพิสมัย |
| พี่เคยเห็นเช่นเคยเชยฉันใด |
จนชั้นไฝที่ริมปากไม่อยากเฟือน |
| พอฟื้นกายหายรูปให้งูบง่วง |
กำสรดทรวงเสียใจใครจะเหมือน |
| ยังมีคุ้นอุ่นจิตไม่บิดเบือน |
มาเป็นเพื่อนทุกข์ยากเมื่อจากจร |
| ยังเหลือแต่แพรสีที่พี่ห่ม |
ขึ้นประธมจะถวายให้สายสมร |
| แม้นโฉมงามตามมาจะพาจร |
เมื่อขวัญอ่อนขึ้นไปชมประธมทอง |
| โอ้ยามสามยามจากเคยฝากรัก |
ได้ฟูมฟักแฝงเฝ้าเป็นเจ้าของ |
| มาสูญชาติวาสนาน้ำตานอง |
มิได้น้องแนบเชยเหมือนเคยเคียงฯ |
| |
|
| ๏ พอรุ่งรางวางเวงเสียงเครงครื้น |
ปักษาตื่นต่างเรียกกันเพรียกเสียง |
| โกกิลากาแกแซ่สำเนียง |
สนั่นเพียงพิณพาทย์ระนาดประโคม |
| กระหึมหึ่งผึ้งบินกินเกสร |
ทรวงภมรเหมือนพี่เคยได้เชยโฉม |
| น้ำค้างชะประเปรยเชยชะโลม |
พื้นโพยมแย้มสว่างกระจ่างตา |
| เสพย์อาหารหวานคาวแต่เช้าชื่น |
ยังรวยรื่นรินรินกลิ่นบุปผา |
| กับพวกพ้องสองบุตรสุดศรัทธา |
ขึ้นเดินป่าไปตามทางเสียงวางเวง |
| กระเหว่าหวานขานเสียงสำเนียงเสนาะ |
ค้อนทองเคาะค้อนทองเสียงป๋องเป๋ง |
| เห็นรอยเสือเนื้อตื่นอยู่ครื้นเครง |
ให้กริ่งเกรงโห่ฉาวเสียงกราวเกรียว |
| ต้นกรวยไกรไทรสะแกแคแกรกร่าง |
น้ำค้างพร่างพร่างชุ่มชอุ่มเขียว |
| หนทางอ้อมค้อมคดต้องลดเลี้ยว |
พากันเที่ยวชมเนื้อดูเสือดาว |
| พอแสงแดดแผดร้อนอ่อนอ่อนอุ่น |
กระต่ายตุ่นต่างต่างบ้างด่างขาว |
| สุกรป่าช้ามดเหมือนแมวคราว |
เวลาเช้าชักฝูงออกทุ่งนา |
| เด็กเด็กโดดโลดไล่กระต่ายหลบ |
จับประจบหกล้มสมน้ำหน้า |
| สนุกในไพรพนัสรัถยา |
ทั้งบรรดาเด็กน้อยก็พลอยเพลินฯ |
| |
|
| ๏ ครั้นถึงวัดพระประธมบรมธาตุ |
สูงทายาทอยู่สันโดษบนโขดเขิน |
| แลทะมึนทึนเทิ่งดังเชิงเทิน |
เป็นโขดเนินสูงเสริมเขาเพิ่มพูน |
| ประกอบก่อย่อมุมมีซุ้มมุข |
บุดีบุกบรรจบถึงนพศูล |
| เป็นพืดแผ่นแน่นสนิททั้งอิฐปูน |
จงเพิ่มพูนพิสดารอยู่นานครัน |
| แล้วลดเลี้ยวเที่ยวลอบขอบข้างล่าง |
ล้วนรอยกวางทรายเกลื่อนไก่เถื่อนขัน |
| สะพรั่งต้นคนทาลดาวัลย์ |
ขึ้นพาดพันพงพุ่มชอุ่มใบ |
| เห็นห้องหับลับลี้เป็นที่สงฆ์ |
เที่ยวธุดงค์เดินมาได้อาศัย |
| พลอยศรัทธาพาเพลินเจริญใจ |
ถึงบันไดดูโกรกชะโงกงัน |
| เห็นสูงสุดหยุดแลชะแง้แหงน |
ถึงมาตรแม้นบรรลัยคงไปสวรรค์ |
| ต่างอุตส่าห์พยายามต้องตามกัน |
ขึ้นถึงชั้นบนได้จิตใจมาฯ |
| |
|
| ๏ สงสารสุดบุตรน้อยก็พลอยขึ้น |
ไม่เมื่อยมึนเหมือนผู้ใหญ่ไวหนักหนา |
| ประนมมือถือประทีปเทียนบูชา |
ตั้งวันทาทักษิณด้วยยินดี |
| ได้สามรอบชอบธรรมเป็นกำหนด |
กราบประณตกรประนมก้มเกศี |
| ถวายธูปเทียนบุปผาสุมาลี |
กับเทียนที่ฝากถวายนั้นหลายคน |
| เจ้าของคิดอธิษฐานที่บ้านแล้ว |
จงผ่องแผ้วผิวพักตร์ถึงมรรคผล |
| ให้ผาสุกทุกสมรอย่าร้อนรน |
ประจวบจนจะได้ตรัสด้วยศรัทธา |
| ฉันรับฝากอยากจะใคร่ได้เป็นญาติ |
ทุกทุกชาติไปอย่าขาดเหมือนปรารถนา |
| ให้รักใคร่ไปทุกวันเห็นทันตา |
ไปเบื้องหน้านั้นขอให้บริบูรณ์ |
| สาธุสะพระประธมบรมธาตุ |
จงทรงศาสนาอยู่อย่ารู้สูญ |
| ข้าทำบุญคุณพระช่วยอนุกูล |
ให้เพิ่มพูนสมประโยชน์โพธิญาณฯ |
| |
|
| ๏ หนึ่งขอฝากปากคำทำหนังสือ |
ให้สืบชื่อชั่วฟ้าสุธาสถาน |
| สุนทราอาลักษณ์เจ้าจักรพาฬ |
พระทรงสารศรีเศวตเกศกุญชรฯ |
| |
|
| ๏ อนึ่งมนุษย์อุตริติต่างต่าง |
แล้วเอาอย่างเทียบทำคำอักษร |
| ให้ฟั่นเฟือนเหมือนเราสาปในกาพย์กลอน |
ต่อโอนอ่อนออกชื่อจึงลือชาฯ |
| |
|
| ๏ อนึ่งหญิงทิ้งสัตย์เราตัดขาด |
ถึงเนื้อน้ำธรรมชาติไม่ปรารถนา |
| ข้างนอกนวลส่วนข้างในใจสุดา |
เหมือนปลาร้าร้ายกาจอุจาดจริง |
| ถึงรูปชั่วตัวดำระยำยาก |
รู้รักปากรักหน้าประสาหญิง |
| ถึงปากแหว่งแข้งคอดไม่ทอดทิ้ง |
จะรักยิ่งยอดรักให้หนักครัน |
| จนแก่กกงกเงิ่นเดินไม่รอด |
จะสู้กอดแก้วตาจนอาสัญ |
| อันหญิงลิงหญิงค่างหญิงอย่างนั้น |
ไม่ผูกพันพิศวาสให้คลาดคลาฯ |
| |
|
| ๏ ขอเดชะพระมหาอานิสงส์ |
ซึ่งเราทรงศักราชพระศาสนา |
| เสน่ห์ไหนให้คนนั้นกรุณา |
เหมือนในอารมณ์รักประจักษ์ใจฯ |
| |
|
| ๏ หนึ่งน้องหญิงมิ่งมิตรพิศวาส |
ซึ่งสิ้นชาติสิ้นภพสบสมัย |
| ขอคุณพระอานิสงส์ช่วยส่งไป |
ถึงห้องไตรตรึงษ์สถานพิมานแมนฯ |
| |
|
| ๏ ที่ยังอยู่คู่เคยไม่เชยอื่น |
จงปรากฏยศยืนกว่าหมื่นแสน |
| มั่งมีมิตรพิศวาสไม่ขาดแคลน |
ให้หายแค้นเคืองทั่วทุกตัวคน |
| นารีใดที่ได้รักแต่ลักลอบ |
เสน่ห์มอบหมายรักเป็นพักผล |
| เผอิญขัดพลัดพรากเพราะยากจน |
แบ่งกุศลส่งสุดาทุกนารี |
| ให้ได้คู่สู่สมภิรมย์รัก |
ที่สมศักดิ์สมหน้าเป็นราศี |
| สืบสกุลพูนสวัสดิ์ในปัถพี |
ร่วมชีวีสองคนไปจนตาย |
| แต่นารีขี้ปดโต้หลดหลอก |
ให้ออกดอกทุกวี่วันเหมือนมั่นหมาย |
| ทั้งลิ้นน้องสองลิ้นเพราะหมิ่นชาย |
เป็นแม่หม้ายเท้งเต้งวังเวงใจ |
| ที่จงจิตพิศวาสอย่าคลาดเคลื่อน |
ให้ได้เหมือนหมายมิตรพิสมัย |
| อย่าหมองหมางห่างเหเสน่ห์ใน |
ได้รักใคร่ครองกันจนวันตาย |
| เป็นคู่สร้างทางกุศลจนสำเร็จ |
สรรเพชญ์โพธิญาณประมาณหมาย |
| ยังมิถึงซึ่งนิพพานสำราญกาย |
จะกลับกลายเป็นไฉนอย่าไกลกันฯ |
| |
|
| ๏ แม้นเป็นไม้ให้พี่นี้เป็นนก |
ให้ได้กกกิ่งไม้อยู่ไพรสัณฑ์ |
| แม้นเป็นนารีผลวิมลจันทร์ |
ขอให้ฉันเป็นพระยาวิชาธร |
| แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นแมงภู่ |
ได้ชื่นชูสู่สมชมเกสร |
| เป็นวารีพี่หวังเป็นมังกร |
ได้เชยช้อนชมทะเลทุกเวลา |
| แม้นเป็นถ้ำน้ำใจใคร่เป็นหงส์ |
จะได้ลงสิงสู่ในคูหา |
| แม้นเนื้อเย็นเป็นเทพธิดา |
พี่ขออาศัยเสน่ห์เป็นเทวัญ |
| กว่าจะถึงซึ่งมหาศิวาโมกข์ |
เป็นสิ้นโศกสิ้นสุดมนุษย์สวรรค์ |
| เสวยสวัสดิ์ชัชวาลนานอนันต์ |
เหลือจะนับกัปกัลป์พุทธันดรฯ |