| |
|
| |
๏ โอ้อาลัยใจหายเป็นห่วงหวง |
| ดังศรศักดิ์ปักซ้ำระกำทรวง |
เสียดายดวงจันทราพะงางาม |
| เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่ |
แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม |
| จนพระหน่อสุริย์วงศ์ทรงพระนาม |
จากอารามแรมร้างทางกันดาร |
| ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท |
จำนิราศร้างนุชสุดสงสาร |
| ตามเสด็จเสร็จโดยแดนกันดาร |
นมัสการรอยบาทพระศาสดาฯ |
| |
|
| ๏ วันจะจรจากน้องสิบสองค่ำ |
พอจวนย่ำรุ่งเร่งออกจากท่า |
| รำลึกถึงดวงจันทร์ครรไลลา |
พี่ตั้งตาแลแต่ตามแพราย |
| ที่ประเทศเขตเคยได้เห็นเจ้า |
ก็แลเปล่าเปลี่ยวไปน่าใจหาย |
| แสนสลดให้ระทดระทวยกาย |
ไม่เหือดหายห่วงหวงเป็นห่วงครันฯ |
| |
|
| ๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต |
ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น |
| ว่าชื่อจากแล้วไม่รักรู้จักกัน |
พิเคราะห์ครันหรือมาพ้องกับคลองบาง |
| ทั้งจากที่จากคลองเป็นสองข้อ |
ยังจากกอนั้นก็ขึ้นในคลองขวาง |
| โอ้ว่าจากช่างมารวบประจวบทาง |
ทั้งจากบางจากไปใจระบม |
| แสนวิบากหลากใจอาลัยเหลียว |
เห็นเวียงวังก็ยิ่งเสียวถึงเคยสม |
| ประสานสองหัตถ์ประนังตั้งประนม |
น้อมบังคมเทวารักษาวัง |
| ขอฝากน้องสองชนกช่วยปกเกศ |
อย่ามีเหตุอันตรายเมื่อภายหลัง |
| ใครปองชิงขอให้ตายด้วยรายชัง |
เทพทั้งชั้นฟ้าได้ปรานีฯ |
| |
|
| ๏ ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก |
เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี |
| ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี |
ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน |
| จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง |
เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น |
| นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน |
แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ |
| ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก |
ให้แน่นหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขำ |
| ถึงแสนคนจะมาวอนชะอ้อนนำ |
สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต |
นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล |
| พี่พลัดนางร้างรักมาแรมไกล |
ประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร |
| ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต |
เหมือนซื่อจิตที่พี่ตรงจำนงสมร |
| มิตรจิตขอให้มิตรใจจร |
ใจสมรขอให้ซื่อเหมือนชื่อบาง |
| ถึงบางซ่อนเหมือนเขาซ่อนสมรพี่ |
ซ่อนไว้นี่ดอกกระมังเห็นกว้างขวาง |
| เจ้าเยี่ยมหน้าออกมาหกพี่หน่อยนาง |
จะลาร้างแรมไกลเจ้าไปแล้วฯ |
| |
|
| ๏ ถึงน้ำวนชลสายที่ท้ายย่าน |
เขาเรียกบ้านวัดโบสถ์ตลาดแก้ว |
| จะเหลียวกลับลับวังมาลิบแล้ว |
พี่ลับแก้วลับบ้านมาย่านบาง |
| พฤกษาสวนล้วนได้ฤดูดอก |
ตระหง่านงอกริมกระแสแลสล้าง |
| กล้วยระกำอัมพาพฤกษาปราง |
ต้องน้ำค้างช่อชุ่มเป็นพุ่มพวง |
| เห็นจันทน์สุกลูกเหลืองตลบกลิ่น |
แมงภู่บินร่อนร้องประคองหวง |
| พฤกษาพ้องต้องนามกานดาดวง |
พี่ยลพวงผลจันทน์ให้หวั่นใจ |
| แมงภู่เชยเหมือนพี่เคยประคองชิด |
นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล |
| เห็นรักร่วงผลิผลัดสลัดใบ |
เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา |
| พี่เวียนเตือนเหมือนอย่างน้ำค้างย้อย |
ให้แช่มช้อยชื่อช่อเช่นกอเก่า |
| โอ้รักต้นหรือมาต้องกับสองเรา |
จึงใจเจ้าโกรธไปไม่ได้นานฯ |
| |
|
| ๏ ถึงแขวงแควแพตลอดตลาดขวัญ |
เป็นเมืองจันตประเทศรโหฐาน |
| ตลิ่งเบื้องบูรพาศาลาลาน |
เรือขนานจอดโจษกันจอแจ |
| พินิจนางแม่ค้าก็น่าชม |
ท้าคารมเร็วเร่งอยู่เซ็งแซ่ |
| ใส่เสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ |
พี่แลแลเครื่องเล่นเป็นเสียดาย |
| ชมคณาฝูงนางมากลางชล |
สุริยนเยี่ยมฟ้าเวลาสาย |
| ถึงปากเกร็ดเสร็จพักผ่อนฝีพาย |
หยุดสบายบริโภคอาหารพลัน |
| แรงกำเริบเอิบอิ่มขยายออก |
เขาก็บอกโยนยาวฉาวสนั่น |
| ถึงหาดขวางบางพูดเขาพูดกัน |
พี่คิดฝันใจฉงนอยู่คนเดียว |
| เป็นพูดชื่อหรือผีภูตปีศาจหลอก |
ใคร่ช่วยบอกภูตผีมานี่ประเดี๋ยว |
| จะสั่งฝากขนิษฐาสุดาเดียว |
ใครเกินเกี้ยวแล้วอย่าไว้กำไรเลยฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางพังน้ำพังลงตลิ่ง |
โอ้ช่างจริงเหมือนเขาว่านิจจาเอ๋ย |
| พี่จรจากดวงใจมาไกลเชย |
โอ้อกเอ๋ยแทบพังเหมือนฝั่งชล |
| ถึงวังวัดเทียนถวายบ้านใหม่ข้าม |
ก็รีบตามเรือที่นั่งมากลางหน |
| ทุ่งละลิ่วทิวเมฆเป็นหมอกมน |
สะพรั่งต้นตาลโตนดอนาถครัน |
| เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น |
ระวังตนตีนมือระมัดมั่น |
| เหมือนคบคนคำหวานรำคาญครัน |
ถ้าพลั้งพลันเจ็บอกเหมือนตกตาล |
| เห็นเทพีมีหนามลงราน้ำ |
เปรียบเหมือนคำคนพูดไม่อ่อนหวาน |
| เห็นกิ่งกีดมีดพร้าเข้าราราน |
ถึงหนามกรานก็ไม่เหน็บเหมือนเจ็บทรวงฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางหลวงทรวงร้อนดังศรปัก |
พี่ร้างรักมาด้วยราชการหลวง |
| เมื่อคิดไปใจหายเสียดายดวง |
จนเรือล่วงมาถึงย่านบ้านกระแซง |
| พี่เร่งเตือนเพื่อนชายพายกระโชก |
ถึงสามโคกต้องแดดยิ่งแผดแสง |
| ให้รุ่มร้อนอ่อนจิตระอิดแรง |
เห็นมอญแต่งตัวเดินมาตามทาง |
| ตาโถงถุงนุ่งอ้อมลงกรอมส้น |
เป็นแยบยลเมื่อยกขยับอย่าง |
| เห็นขาขาววาวแวบอยู่หว่างกลาง |
ใครยลนางก็เป็นน่าจะปรานี |
| ดูเหย้าเรือนหาเหมือนอย่างไทยไม่ |
หลังคาใหญ่พื้นเล็กเป็นโรงผี |
| ระยะบ้านย่านนั้นก็ยาวรี |
จำเพาะมีฝั่งซ้ายเมื่อพายไปฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวังตำหนักพักพลพอเสวย |
แล้วก็เลยตามแควกระแสไหล |
| ทั้งน้ำลงน่าสลดระทดใจ |
โอ้น้ำไหลเจียวยังมีเวลาลง |
| แต่โศกพี่หรือไม่มีเวลาว่าง |
ระยะทางก็ยังไกลถึงไพรระหง |
| ขึ้นจากน้ำแล้วจะซ้ำเข้าเดินดง |
เมื่อไรลงนั่นแลกายจะวายตรอม |
| เห็นลมอื้อจะใคร่สื่อสาราสั่ง |
ถึงร้อยชั่งคู่เชยเคยถนอม |
| ให้นิ่มน้องครองศักดิ์อย่าปลักปลอม |
เรียมนี้ตรอมใจถึงคะนึงนางฯ |
| |
|
| ๏ ถึงทุ่งขวางกลางยานบ้านกระบือ |
ที่ลมอื้อนั่นค่อยเหือดด้วยคุ้งขวาง |
| ถึงย่านหนึ่งน้ำเซาะเป็นเกาะกลาง |
ต้องแยกทางสองแควกระแสชล |
| ปางบุรำคำบุราณขนานนาม |
ราชครามเกาะใหญ่เป็นไพรสณฑ์ |
| ในแถวทางกลางย่านกันดารคน |
นาวาดลเดินเบื้องบูรพา |
| โอ้กระแสแควเดียวทีเดียวหนอ |
มาเกิดก่อเกาะถนัดสกัดหน้า |
| ต้องแยกคลองออกเป็นสองทางคงคา |
นี่หรือคนจะมิน่าเป็นสองใจ |
| ครั้นพอสิ้นถิ่นเกาะค่อยเลาะเลียบ |
นาวาเพียบน้ำลงกำลังไหล |
| โอ้อนาถเหนื่อยน่าระอาใจ |
ถึงบางไทรด่านดักนาวาเดิน |
| เขาบอกชื่อสีกุกตรงด่านข้าม |
เป็นสามง่ามน้ำนองในคลองเขิน |
| ปักษาโบกปีกบินลงดินเดิน |
มัจฉาเพลินผุดพล่านในคงคา |
| นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก |
เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา |
| กระทุงน้อยลอยทวนนาวามา |
โอ้ปักษาเอ๋ยจะลอยถึงไหนไป |
| หน้าวังหรือจะสั่งด้วยนะนก |
ให้แนบอกของพี่รู้ว่าโหยไห้ |
| มิทันสั่งสกุณินก็บินไป |
ลงจับใกล้นกตะกรุมริมวุ้มวน |
| ศีรษะเตียนเลี่ยนโล่งหัวล้านเลื่อม |
เหนียงกระเพื่อมร้องแรงแสยงขน |
| โอ้หัวนกนี่ก็ล้านประจานคน |
เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกำทรวงฯ |
| |
|
| ๏ ถึงเกาะเกิดเกิดเกาะขึ้นกลางน้ำ |
เหมือนเกิดกรรมเกิดราชการหลวง |
| จึงเกิดโศกขัดขวางขึ้นกลางทรวง |
จะตักตวงไว้ก็เติบกว่าเกาะดิน |
| รำพึงพายตามสายกระแสเชี่ยว |
ยิ่งแสนเปลี่ยวเปล่าในฤทัยถวิล |
| สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางเกาะอิน |
กระแสสินธุ์สายชลเป็นวนวัง |
| อันเท็จจริงสิ่งนี้ไม่รู้แน่ |
ได้ยินแต่ยุบลแต่หนหลัง |
| ว่าที่เกาะบางอออินเป็นถิ่นวัง |
กษัตริย์ครั้งครองศรีอยุธยา |
| พาสนมออกมาชมคณานก |
ก็เรื้อรกรั้งร้างเป็นทางป่า |
| อันคำแจ้งกับเราแกล้งสังเกตตา |
ก็เห็นน่าที่จะแน่กระแสความ |
| แต่เดี๋ยวนี้มีไม้ก็ตายโกร๋น |
ทั้งเกิดโจรจระเข้ให้คนขาม |
| โอ้ฉะนี้แก้วพี่เจ้ามาตาม |
จะวอนถามย่านน้ำพี่ร่ำไปฯ |
| |
|
| ๏ ถึงเกาะพระที่ระยะสำเภาล่ม |
เภตราจมอยู่ในแควกระแสไหล |
| ถึงเกาะเรียนโอ้เรียมยิ่งเกรียมใจ |
ที่เพื่อนไปเขาก็โจษกันกลางเรือ |
| ว่าคุ้งหน้าท่าเสือข้ามกระแส |
พี่แลแลหาเสือไม่เห็นเสือ |
| ถ้ามีจริงก็จะวิ่งลงจากเรือ |
อุทิศเนื้อให้เป็นภักษ์พยัคฆา |
| ไม่เคยตายเขาบ่ายนาวาล่อง |
เข้าในคลองตะเคียนให้โหยหา |
| ระยะย่านบ้านช่องในคลองมา |
ล้วนภาษาพวกแขกตะนีอึง |
| ดูหน้าตาก็ไม่น่าจะชมชื่น |
พี่แข็งขืนอารมณ์ทำก้มขึง |
| ที่เพื่อนเราร้องหยอกมันออกอึง |
จนเรือถึงปากช่องคลองตะเคียนฯ |
| |
|
| ๏ เห็นวัดวาอารามตามตลิ่ง |
ออกแจ้งจริงเหลือจะจำในคำเขียน |
| พระเจดีย์ดูกลาดดาษเดียร |
การเปรียญโบสถ์กุฏิ์ชำรุดพัง |
| ถึงวัดธารมาใหม่ใจระย่อ |
ของพระหน่อสุริย์วงศ์พระวังหลัง |
| อุตส่าห์ทรงศรัทธามาประทัง |
อารามรั้งหรือมางามอร่ามทอง |
| สังเวชวัดธารมาที่อาศัย |
ถึงสร้างใหม่ชื่อยังธาระมาหมอง |
| เหมือนทุกข์พี่ถึงจะมีจินดาครอง |
มงกุฎทองสร้อยสะอิ้งมาใส่กาย |
| อันตัวงามยามนี้ก็ตรอมอก |
แสนวิตกมาตามแควกระแสสาย |
| ถึงคลองสระปทุมานาวาราย |
น่าใจหายเห็นศรีอยุธยา |
| ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก |
เห็นนกหกซ้อแซ้บนพฤกษา |
| ดูปราสาทราชวังเป็นรังกา |
ดังป่าช้าพงชัฏสงัดคนฯ |
| |
|
| ๏ อนิจจาธานินสิ้นกษัตริย์ |
เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์ |
| แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน |
จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง |
| มโหรีปี่กลองจะก้องกึก |
จะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์ |
| ดูพาราน่าคิดอนิจจัง |
ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา |
| ทั้งสองฝั่งแฝกแขมแอร่มรก |
ชะตาตกสูญสิ้นพระชันษา |
| แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามา |
เมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ |
| กษัตริย์สืบสุริย์วงศ์ดำรงโลก |
ระงับโศกสุขสุดจะสรรเสริญ |
| เราเห็นยับยังแต่รอยก็พลอยเพลิน |
เสียดายเกิดมาเมื่อเกินน่าน้อยใจ |
| กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก |
ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้ |
| ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัย |
โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย |
| หรือธานินสิ้นเกณฑ์จึงเกิดยุค |
ไพรีรุกรบได้ดังใจหมาย |
| เหมือนทุกวันแล้วไม่คัณนาตาย |
ให้ใจหายหวั่นหวั่นถึงจันทร์ดวงฯ |
| |
|
| ๏ พี่ดูใจค่ายนอกออกหนักแน่น |
ดังเขตแคว้นคูขอบนครหลวง |
| ไม่เห็นจริงใจนางในกลางทรวง |
ชายทะลวงเข้ามาบ้างจะอย่างไร |
| ขอเทเวศร์เขตสวรรค์ชั้นดุสิต |
ดลใจมิตรอย่าให้เหมือนกับกรุงใหญ่ |
| ให้เหมือนกรุงเราทุกวันไม่พรั่นใคร |
นั่นแลใจเห็นจะครองกับน้องนานฯ |
| |
|
| ๏ สุริยนเย็นสนธยาย่ำ |
ประทับลำเรือเรียงเคียงขนาน |
| เขาเรียกวัดแม่นางปลื้มลืมรำคาญ |
ใครขนานชื่อหนอได้ต่อมา |
| ช่างแปลงโศกให้เราปลื้มพอลืมรัก |
จะรู้จักคุณจริงไม่แกล้งว่า |
| พลพายนายไพร่บรรดามา |
หุงข้าวหาฟืนใส่ก่อไฟฮือ |
| พี่ตันอกตกยากจากสถาน |
เห็นอาหารหวนทอดใจใหญ่หือ |
| ค่อยขืนเคี้ยวข้าวคำสักกำมือ |
พอกลืนครือคอแค้นดังขวากคม |
| จะเจือน้ำซ้ำแสบในทรวงเสียว |
มีเค็มเปรี้ยวกล้ำกลืนก็ขื่นขม |
| กินประทับแต่พอรับกับโรคลม |
ครั้นค่ำพรมน้ำค้างอยู่พร่างพราย |
| ก็แรมรอนนอนวัดแม่นางปลื้ม |
พี่ไม่ลืมอาลัยให้ใจหาย |
| ทั้งไพร่นายนอนกลาดบนหาดทราย |
พงศ์นารายณ์นรินทร์วงศ์ที่ทรงญาณ |
| บรรทมเรือพระที่นั่งบังวิสูตร |
เขารวบรูดรอบดีทั้งสี่ด้าน |
| ครั้นรุ่งเช้าราวโมงหนึ่งนานนาน |
จัดแจงม่านให้เคลื่อนนาวาคลาฯ |
| |
|
| ๏ เข้าลำคลองหัวรอตอระดะ |
ดูเกะกะรอร้างทางพม่า |
| เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา |
แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง |
| พอเลี้ยวแหลมถึงท่าศาลาเกวียน |
ตลิ่งเตียนแลโล่งดังคนถาง |
| พี่ตั้งตาหาเกวียนสองข้างทาง |
หมายจะจ้างบรรทุกไปท่าเรือ |
| แต่ทุกข์รักก็เห็นหนักถนัดอก |
ถึงสักหกเจ็ดเกวียนก็เจียนเหลือ |
| แต่โศกรักมาจนหนักในลำเรือ |
เฝ้าเติมเจือไปทุกคุ้งรำคาญครันฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบ่อโพงถ้ามีโพงจะผาสุก |
จะโพงทุกข์เสียให้สิ้นที่โศกศัลย์ |
| นี่แลแลก็เห็นแต่ตลิ่งชัน |
ถึงปากจั่นตละเตือนให้ตรอมใจ |
| โอ้นามน้องหรือมาพ้องกับชื่อบ้าน |
ลืมรำคาญแล้วมานึกรำลึกได้ |
| ถึงบางระกำโอ้กรรมระยำใจ |
เคราะห์กระไรจึงมาร้ายไม่วายเลย |
| ระกำกายมาถึงท้ายระกำบ้าน |
ระกำย่านนี่ก็ยาวนะอกเอ๋ย |
| โอ้คนผู้เขาช่างอยู่อย่างไรเลย |
หรืออยู่เคยความระกำทุกค่ำคืนฯ |
| |
|
| ๏ ถึงคุ้งแคว้นแดนพระนครหลวง |
ยิ่งโศกทรวงเสียใจให้สะอื้น |
| โอ้อกเอ๋ยยังจะไปอีกหลายคืน |
กว่าจะชื่นแทบช้ำระกำกาย |
| ถึงแม่ลาเมื่อเรามาก็ลาแม่ |
แม่จะแลแลหาไม่เห็นหาย |
| จะถามข่าวเช้าเย็นไม่เว้นวาย |
แต่เจ้าสายสุดใจมิได้มา |
| ถึงอรัญญิกยามแดดแผดพยับ |
เสโทซับซาบโทรมทั้งนาสา |
| ถึงตะเคียนด้วนด่วนรีบนาวามา |
ถึงศาลาลอยแลลิงโลดใจ |
| เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหง่านยอด |
ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว |
| พยุยวบกิ่งเยือกเขยื้อนใบ |
ถึงวังตะไลเห็นบ้านละลานแล |
| ถึงบ้านขวางที่ทางนาวาจอด |
เรือตลอดแลหลามตามกระแส |
| ถึงท่าเรือเรือยัดกันอัดแอ |
ดูจอแจจอดริมตลิ่งชุม |
| ที่หน้าท่ารารับประทับหยุด |
อุตลุดขนของขึ้นกองสุม |
| เสบียงใครใครนั่งระวังคุม |
พร้อมชุมนุมแน่นหน้าศาลารีฯ |
| |
|
| ๏ ฝ่ายพระหน่อสุริย์วงศ์ทรงสิกขา |
ขึ้นศาลาโสรจสรงวารีศรี |
| ข้างพวกเราเฮฮาลงวารี |
แต่โดยดีใจตนด้วยพ้นพาย |
| อุระเรียมเกรียมตรมอารมณ์ร้อน |
ระอาอ่านอกใจมิใคร่หาย |
| แลตลิ่งวิงหน้านัยน์ตาพราย |
หัวไหล่ตายตึงยอกตลอดตัว |
| ได้พึ่งเพื่อนเหมือนญาติเมื่อยามเข็ญ |
เขานวดเคล้นให้บ้างก็ยังชั่ว |
| พระอาทิตย์มืดมิดเข้าเมฆมัว |
ฟ้าสลัวแดดดับพยับไพร |
| กองคเชนทร์เกณฑ์ช้างยี่สิบเชือก |
มาจัดเลือกกองหมอขึ้นคอไส |
| ที่เดินดีขี่กูบไม่แกว่งไกว |
วิสูตรใส่สองข้างเป็นช้างทรง |
| แล้วผ่อนเกณฑ์กองช้างไว้กลางทุ่ง |
เวลารุ่งจะเสด็จขึ้นไพรระหง |
| ที่สี่เวรเกณฑ์กันไว้ล้อมวง |
พระจอมพงศ์อิศยมบรรทมพลันฯ |
| |
|
| ๏ อันพวกเราเหล่าเสวกามาตย์ |
เหนื่อยอนาถนิทราดังอาสัญ |
| แสนวิตกอกพี่นี้ผูกพัน |
ให้หวั่นหวั่นเวทนาด้วยอาวรณ์ |
| สดับเสียงสัปปุรุษที่หยุดพัก |
เขาร้องสักวาอึงทั้งครึ่งท่อน |
| บ้างชมป่าช้าปี่ทีละคร |
ถึงสบกลอนที่จะรู้ก็สู้เมิน |
| เฝ้าแหงนดูดวงแขชะแง้พักตร์ |
เห็นจันทร์ชักรถร่อนเวหาเหิน |
| ดูดวงเดือนเหมือนชื่อรื้อเผอิญ |
ระกำเกินที่จะเก็บประกอบกลอน |
| จนไก่เถื่อนเตือนขันสนั่นแจ้ว |
ดุเหว่าแว่วหวาดหมายว่าสายสมร |
| เดือนแอร่มแจ่มล้ำในอัมพร |
กองกุญชรผูกช้างมายืนเรียงฯ |
| |
|
| ๏ บรรดาเพื่อนเตือนตื่นขึ้นเซ็งแซ่ |
บ้างจอแจจัดการประสานเสียง |
| บ้างม้วนเสื่อมัดกระสอบหอบเสบียง |
บ้างถุ้งเถียงชิงสัปคับกัน |
| บ้างขึ้นบนขนส่งคนข้างล่าง |
เสียงโฉ่งฉ่างขามแตกกระแทกขัน |
| จนคนบนสัปคับรับไม่ทัน |
หม้อข้าวขันตกแตกกระจายราย |
| ย่ามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก |
กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย |
| กะโปเลเชือกร้อยขึ้นห้อยท้าย |
เมื่อยามร้ายดูงามกว่าชามดินฯ |
| |
|
| ๏ สงสารนางชาวในที่ไปด้วย |
ทั้งโถถ้วยเครื่องแต่งแป้งขมิ้น |
| หวีกระจกตกแตกกระจายดิน |
เจ้าของผินหน้าหาน้ำตาคลอ |
| จะปีนขึ้นกูบช้างไม่กางขา |
แต่โดยผ้ากรีดกรอมทำซอมซ่อ |
| มือตะกายสายรัดสกนธ์คอ |
เห็นช้างงองวงหนีก็หวีดอึง |
| แต่ปีนไพล่เหนี่ยวพลัดสุหรัดขาด |
สองมือพลาดพลัดคว่ำลงต้ำผึง |
| กรมการบ้านป่าเขาฮาตึง |
ทำโกรธขึ้งเรียกพวกผู้ชายเร็ว |
| บ้างขึ้นช้างพลางฉวยข้อมือฉุด |
ดังอุณรุทจับกินนรที่ในเหว |
| ไม่นึกอายอัประมาณเป็นการเร็ว |
บ้างโอบเอวอุ้มนางขึ้นช้างพังฯ |
| |
|
| ๏ สุรแสงแจ่มแจ้งอร่ามโลก |
บริโภคอิ่มเอิบอารมณ์หวัง |
| ขัตติยวงศ์ทรงช้างกูบบัลลังก์ |
รับสั่งสั่งสารถีให้ไสเดิน |
| จากศาลาท่าเรือเข้าทิวทุ่ง |
เป็นฝุ่นฟุ้งนภางค์ในทางเขิน |
| กูบกระโดกโยกอย่างทุกย่างเดิน |
เขยื้อนเยินยอบเยือกยะยวบกาย |
| ทั้งสองข้างท่านวางเป็นช้างดั้ง |
ระยะหลังมหาดเล็กนั้นเหลือหลาย |
| แต่ตัวพี่นี้จำเพาะเป็นเคราะห์ร้าย |
ต้องขึ้นพลายนำทางช้างน้ำมัน |
| เพื่อนเขาแกล้งตบมือกระพือผัด |
ช้างสะบัดบุกไปในไพรสัณฑ์ |
| ผงะหงายคนท้ายเขาคว้าทัน |
โอ้แม่จันทร์เจียนจะไม่เห็นใจจริง |
| นึกจะโจนจากช้างลงกลางเถื่อน |
แล้วอายเพื่อนเขาจะเย้ยว่าใจหญิง |
| แต่ตึงเศียรเวียนหน้านัยน์ตาวิง |
เอาขอพิงพาดตักมาตามทางฯ |
| |
|
| ๏ ถึงชายป่านาประโคนรำคาญคิด |
ถึงมิ่งมิตรแล้วให้หมองอารมณ์หมาง |
| จนพ้นทุ่งมุ่งตรงเข้าดงยาง |
ไม่สล้างลู่ล้มระทมทับ |
| รุกขชาติดาษดูระดะป่า |
สกุณาจอแจประจำจับ |
| ดุเหว่าแว่วหวาดไหวฤทัยวับ |
จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ |
| ทั้งสองข้างทางเดินก็รกระ |
ระเกะกะพาดพันเถาวัลย์ไสว |
| จักจั่นแซ่เสียงเรไรไพร |
ในจิตใจทดท้อระย่อเย็นฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางโขมดมีธารตะพานช้าง |
บรรลุทางครบร้อยห้าสิบเส้น |
| มีโพธิ์พุ่มชุ่มชื่นระรื่นเย็น |
ไม่ว่างเว้นสัปปุรุษเขาหยุดเรียง |
| บ้างขายของสองข้างตามทางป่า |
จำนรรจาจอแจออกแซ่เสียง |
| พี่แกล้งไสให้คชสารเคียง |
เห็นของเรียงอยู่บนร้านทั้งหวานคาว |
| แต่น้ำยานั้นเขาว่ากิ้งกือกุ้ง |
เห็นชาวกรุงกินกลุ้มทั้งหนุ่มสาว |
| พี่คลื่นไส้ไสช้างในย่างยาว |
มาตามราวมรคาพนาวัน |
| ลมกระพือฮือหอบผงคลีหวน |
ปักษาครวญเพรียกพฤกษ์ในไพรสัณฑ์ |
| ดุเหว่าแว่วแจ้วจับน้ำใจครัน |
ไก่เถื่อนขันขานเขาชวาคูฯ |
| |
|
| ๏ ประจวบจนถึงตำบลบ่อโศก |
ยามวิโยคออกชื่อก็ครือหู |
| ถึงจะไม่รู้จักไม่รักรู้ |
แต่เหลือบดูไปที่บ่อยังท้อใจ |
| ระยะเดินเถินทางมากลางป่า |
สองร้อยห้าสิบเส้นถึงสระใหญ่ |
| พอได้กึ่งมรคาพนาลัย |
พี่รีบไสช้างเดินโดยลำพองฯ |
| |
|
| ๏ มาลับท่อบ่อโศกจนสุดเหลียว |
ยังเสียวเสียวโศกกายไม่วายหมอง |
| ถึงหนองคนทีมีสระละหานนอง |
เป็นเปือกกรองแต่ล้วนหญ้าคงดำ |
| อันริมรอบขอบหนองทั้งสองข้าง |
รอยตีนช้างลึกลุ่มหลุ่มถลำ |
| โอ้น้ำใจในอุราทาระกรรม |
เหมือนน้ำดำอยู่ในหนองเป็นฟองคราม |
| พี่ยลน้ำช้ำใจแล้วไสช้าง |
มาตามทางทิวป่าพนาหนาม |
| กำหนดนับมรคาพยายาม |
ก็ได้สามร้อยเส้นห้าสิบปลาย |
| โอ้ทางไกลไปเปลืองเหมือนเรื่องว่า |
แต่โศกข้านี่กระไรมิใคร่หาย |
| จะแลขวาป่าเขียวยังเปลี่ยวกาย |
จะแลซ้ายเห็นแต่โขดภูเขาเคียง |
| กับหมู่ไม้ไกรกรวยกันเกรากร่าง |
พะยอมยางตาพยัคฆ์พยุงเหียง |
| ข่อยมะขามตามทางสล้างเรียง |
นกเขาเคียงคู่คูประสานคำ |
| โอ้นกคู่ดูน่าจะผาสุก |
พี่นี้ทุกข์เพราะจากเจ้างามขำ |
| เห็นนกหนึ่งจับนิ่งกิ่งระกำ |
โอ้นกน้อยเห็นจะจำจากตัวเมีย |
| ถ้านกผู้ดูเหมือนหัวอกพี่ |
แสนทวีเวทนาประดาเสีย |
| นิจจาเอ๋ยถ้าเป็นอกนกตัวเมีย |
จะละเหี่ยหาผัวอยู่ตัวเดียว |
| พี่เห็นนกแล้ววิตกถึงน้องน้อย |
จะครวญคอยนับวันกระสันเสียว |
| ไม่เห็นพี่ก็จะโหยอยู่โดยเดียว |
พี่ก็เปลี่ยวเปล่ากายซังตายมาฯ |
| |
|
| ๏ ถึงศาลาอาศัยเจ้าสามเณร |
ในบริเวณอึกทึกด้วยพฤกษา |
| ที่ป่านั้นขยาดพยัคฆา |
จะไปมาใครไม่อาจประมาทเมิน |
| ยามระงิดพี่ไม่คิดว่าเสือร้าย |
เขม้นหมายมุ่งลำเนาภูเขาเขิน |
| ได้สี่ร้อยทางจรไม่หย่อนเกิน |
เขารีบเดินการด่วนจะจวนเพล |
| ช้างที่นั่งก็รับสั่งให้รีบไส |
จนเหงื่อไหลหน้าแดงดังแสงเสน |
| ถึงสระยอรอช้างเสวยเพล |
จนกองเกณฑ์เดินทางมาตามทันฯ |
| |
|
| ๏ พี่แวะเข้าเขาตกคอยนำเสด็จ |
ดูเทเวศร์อารักษ์นรังสรรค์ |
| เอาเทียนจุดบูชาแก่เทวัญ |
ให้ป้องกันอันตรายในราวไพร |
| เห็นเขาตกเขาแตกมาตกลึก |
อนาถนึกแล้วน่าน้ำตาไหล |
| ที่ตกยากจากนางมากลางไพร |
วิตกใจตกมาถึงคีรี |
| รำจวญจิตคิดไปน่าใจหาย |
ไม่เว้นวายความเทวษสวาทศรี |
| จึงเลยลาอารักษ์ริมคีรี |
จงสุขีเถิดนะข้าขอลาจรฯ |
| |
|
| ๏ ถึงสระยอพอได้เวลาเสด็จ |
ก็ตามเสร็จแวดล้อมพร้อมสลอน |
| กำดัดแดดแผดเที่ยงทินกร |
รีบกุญชรช้างที่นั่งขนัดตาม |
| บ่ายประมาณโมงหนึ่งพอถึงวัด |
ออกแออัดผู้คนอยู่ล้นหลาม |
| ลงหยุดปลงไอยราริมอาราม |
สมภารตามเชิญเสด็จให้คลาไคล |
| ขึ้นกุฎีฝากระดานสำราญรื่น |
ก็ครึกครื้นครอบครัวเข้าอาศัย |
| ทั้งไพร่นายรายเรียบกันเรียดไป |
ตัดใบไม้มุงเหมือนหลังคาบังฯ |
| |
|
| ๏ ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ |
ไม่ได้ศัพท์เซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์ |
| ปี่ระนาดฆ้องกลองประโคมดัง |
ระฆังหงั่งหงั่งหง่างลงครางครึม |
| มโหรีปี่ไฉนจับใจแจ้ว |
วิเวกแว่วกลองโยนตะโพนกระหึม |
| ทุกที่ทับสัปปุรุษก็พูดพึม |
รุกขาครึ้มครอบแสงพระจันทร |
| เสนาะเสียงเทศนาปุจฉาถาม |
ในสนามเสียงสนั่นเนินสิงขร |
| เป็นวันบรรณรสีรวีวร |
พระจันทรทรงกลดรจนา |
| ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป |
กระจ่างจบจันทร์แจ่มแอร่มผา |
| ดอกไม้พุ่มจุดงามอร่ามตา |
จับศิลาแลเลื่อมเป็นลายลาย |
| พระจันทร์ส่องต้องยอดมณฑปสุก |
ในหน้ามุขเงางามอร่ามฉาย |
| นกบินกรวดพรวดพราดประกายพราย |
พลุกระจายช่อช่วงดังดวงเดือน |
| ดอกไม้ร้องป้องปีปสนั่นป่า |
ในแหล่งหล้าใครไม่มีเสมอเหมือน |
| แต่คนเดินพัลวันออกฟั่นเฟือน |
จนจันทร์เคลื่อนรถคล้อยลับเมฆา |
| สงัดเสียงคนดังระฆังเงียบ |
เย็นยะเยียบยามนอนริมเนินผา |
| เมื่อยามแกนแสนทุเรศเวทนา |
ต้องไสยาอยู่กลางน้ำค้างพราว |
| ทั้งต้องน้ำอำมฤกเมื่อดึกเงียบ |
แสนยะเยียบเนื้อเย็นเป็นเหน็บหนาว |
| ทั้งหนาวลมหนาวพรมน้ำค้างพราว |
ไหนจะหนาวซากผาศิลาเย็น |
| โอ้หนาวอื่นพอขืนอารมณ์ได้ |
แต่หนาวใจยากแค้นนี้แสนเข็ญ |
| ทั้งหนาวนอนไกลนุชสุดจะเย็น |
ใครปะเป็นเหมือนหนึ่งข้าจะว่าจริง |
| ถึงผ้าผ่อนซ้อนห่มเป็นไหนไหน |
ไม่อุ่นใจเหมือนกอดแม่ยอดหญิง |
| แต่ตรอมใจไสยาสน์หวาดประวิง |
จนไก่ชิงกันขันกระชั้นยาม |
| ได้เพลินอุ่นฉุนเคลิ้มสติหลับ |
ก็ฝันยับไปด้วยรักไม่พักถาม |
| ในนิมิตว่าได้ชิดพะงางาม |
เหมือนเมื่อยามยังสำราญอยู่บ้านน้อง |
| สบายนิดหนึ่งที่ฝันก็พลันรุ่ง |
ตื่นสะดุ้งเขาประดังระฆังก้อง |
| พอลืมตาก็ผวาคว้าประคอง |
ไม่พบน้องสุดแค้นแสนรำคาญฯ |
| |
|
| ๏ จนแจ่มแจ้งแสงสายไม่วายโศก |
บริโภคโภชนากระยาหาร |
| แล้วเลือกธูปเทียนจัดไปนมัสการ |
เข้าในลานแลเลื่อมละอองทราย |
| มีร่มโพธิ์รุกขังเป็นรังรื่น |
พิกุลชื่นช่อบังพระสุริย์ฉาย |
| แสนรโหโอฬาร์น่าสบาย |
ทั้งหญิงชายกลาดกลุ้มประชุมกัน |
| ทวาราที่ตรงหน้าบันไดนาค |
มีรูปรากษสสองอสูรขยัน |
| แสยะแยกโอษฐ์อ้าสองตามัน |
ยืนยิงฟันแยกเขี้ยวอยู่อย่างเป็น |
| บันไดนาคนาคในบันไดนั้น |
ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเล่น |
| ขย้ำเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเป็น |
ตาเขม้นมองมุ่งสะดุ้งกาย |
| มีต้นกำพฤกษ์ทานในลานวัด |
ลูกหมากยัดเงินทิ้งอุทิศถวาย |
| คนประชุมกลุ้มชิงทั้งหญิงชาย |
บ้างกอบปรายเบี้ยโปรยอยู่โกรยกราวฯ |
| |
|
| ๏ ทิศประจิมริมฐานมณฑปนั้น |
มีดาบสรูปปั้นยิงฟันขาว |
| นุ่งหนังพยัคฆาชฎายาว |
ครังเคราคราวหนวดแซมสองแก้มคาง |
| ขั้นบันไดจะขึ้นไปมณฑปนั้น |
สิงโตตันสองตัวกระหนาบข้าง |
| ดูผาดเผ่นเหมือนจะเต้นไปตามทาง |
พี่ชมพลางขึ้นบนบันไดพลัน |
| ทั้งสาวหนุ่มเข้าประชุมกันแออัด |
ประนมหัตถ์ทักษิณเกษมสันต์ |
| แต่เวียนเดินเพลินชมมาตามกัน |
ตามช่องชั้นกำแพงแก้วอันแพรวพราย |
| ทั้งซุ้มเสามณฑปกระจกแจ่ม |
กระจังแซมปลายเสาเป็นบัวหงาย |
| มีดอกจันทน์ก้านแย่งสลับลาย |
กลางกระจายดอกจอกประจำทำฯ |
| |
|
| ๏ พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปัทม์ |
เป็นครุฑอัดยืนเหยียบภุชงค์ขยำ |
| หยิกขยุ้มกุมวาสุกรีกำ |
กินนรรำรายเทพประนมกร |
| ใบระกาหน้าบันบนชั้นมุข |
สุวรรณสุกเลื่อมแก้วประภัสสร |
| ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคุนธร |
กระจังซ้อนแซมใบระกาบัง |
| นาคสะดุ้งรุงรังกระดึงห้อย |
ใบโพธิ์ร้อยระเรงอยู่เหง่งหงั่ง |
| เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง |
วิเวกวังเวงในหัวใจครันฯ |
| |
|
| ๏ บานทวารลานแลล้วนลายมุก |
น่าสนุกในกระหนกดูผกผัน |
| เป็นนาคครุฑยุดเหนี่ยวในเครือวัลย์ |
รูปยักษ์ยันยืนกอดกระบองกุม |
| สิงโตอัดกัดก้านกระหนกเกี่ยว |
เทพเหนี่ยวเครือกระหวัดหัตถ์ขยุ้ม |
| ชมพูพานกอดก้านกระหนกรุม |
สุครีพกุมขรรค์เงื้อในเครือวง |
| รูปนารายณ์ทรงขี่ครุฑาเหิน |
พรหมเจริญเสด็จยังบัลลังก์หงส์ |
| รูปอมรกรกำพระธำมรงค์ |
เสด็จทรงคชสารในบานบัง |
| ผนังในกุฎีทั้งสี่ด้าน |
โอฬาร์ฬารทองทาฝาผนัง |
| จำเพาะมีสี่ด้านทวารบัง |
ที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาม |
| มณฑปน้อยสรวมรอยพระบาทนั้น |
ล้วนสุวรรณแจ่มแจ้งแสงอร่าม |
| เพดานดาดลาดล้วนกระจกงาม |
พระเพลิงพลามพร่างพร่างสว่างพราย |
| ตาข่ายแก้วปักกรองเป็นกรวยห้อย |
ระย้าย้อยแวววามอร่ามฉาย |
| หอมควันธูปเทียนตลบอยู่อบอาย |
ฟุ้งกระจายรื่นรื่นทั้งห้องทองฯ |
| |
|
| ๏ พี่เข้าเคียงเบื้องขวาฝ่าพระบาท |
อภิวาทหัตถ์ประนังขึ้นทั้งสอง |
| กราบกราบแล้วก็ตรึกรำลึกปอง |
เดชะกองกุศลที่ตนทำ |
| มาคำรพพบพุทธบาทแล้ว |
ขอคุณแก้วสามประการช่วยอุปถัมภ์ |
| ฉันเกิดมาชาตินี้ก็มีกรรม |
แสนระยำยุบยับด้วยอับจน |
| ได้เคืองแค้นแสนยากลำบากบอบ |
ไม่สมประกอบทรัพย์สินก็ขัดสน |
| แม้นกลับชาติเกิดใหม่เป็นกายคน |
ชื่อว่าจนแล้วจงจากกำจัดไกล |
| สตรีหึงหนึ่งแพศยาหญิง |
ทั้งสองสิ่งอย่าได้ชิดพิสมัย |
| สัญชาติชายทรชนที่คนใด |
ให้หลีกไกลร้อยโยชน์อย่าร่วมทาง |
| ถ้ารักใครขอให้ได้คนนั้นด้วย |
บุญจงช่วยปฏิบัติอย่าขัดขวาง |
| อย่ารู้มีโรคาในสารพางค์ |
ทั้งรูปร่างขอให้ราวกับองค์อินทร์ |
| หนึ่งบิดรมารดาคณาญาติ |
ให้ผุดผาดผาสุกเป็นนิจสิน |
| ความระยำคำใดอย่าได้ยิน |
ให้สุดสิ้นสูญหายละลายเอง |
| ทั้งหวายตรวจล้วนเครื่องที่ลำบาก |
ให้ปราศจากทั้งคนเขาข่มเหง |
| ใครปองร้ายขอให้กายมันเป็นเอง |
ให้ครื้นเครงเกียรติยศปรากฎครันฯ |
| |
|
| ๏ อธิษฐานแล้วก็ลาฝ่าพระบาท |
เที่ยวประพาสในพนมพนาสัณฑ์ |
| ขึ้นเขาโพธิ์ลังกาศิลาชัน |
มีสำคัญรุกขโพธิ์ลังกาเรียง |
| ศาลารีมีทั้งระฆังห้อย |
เขาตีบ่อยไปยังค่ำไม่ขาดเสียง |
| ดงลั่นทมร่มรอบคิรีเรียง |
มีกุฎิ์เคียงอยู่บนเขาเป็นหลั่นกัน |
| มีชะวากคูหาศิลาหุบ |
ในถ้ำมีพุทธรูปนรังสรรค์ |
| แต่คนนมัสการนานอนันต์ |
บนเขานั้นแจ้งจริงทั้งหญิงชายฯ |
| |
|
| ๏ เจ้าเณรน้อยเสด็จมาดูน่ารัก |
พระกลดหักทองขวางกางถวาย |
| พี่เหลียวพบหลบตกลงเจียนตาย |
กรตะกายกลิ้งก้อนศิลาตาม |
| เป็นบุญจริงจับกิ่งสะแกได้ |
ในจิตใจยอกเจ็บดังเหน็บหนาม |
| กำลังอายก็ซังตายพยายาม |
ลงเลียบตามตีนเขาลำเนาไพร |
| พบพวกนางเข้าที่หว่างชะวากผา |
เขาแกล้งว่าเยาะเย้ยเฉลยไข |
| พี่แกล้งเฉยเลยแลดูอื่นไป |
ให้เจ็บใจจำนิ่งดำเนินมาฯ |
| |
|
| ๏ ถึงเขาขาดพี่ถามถึงนามเขา |
ผู้ใหญ่เล่ามาให้ฟังที่กังขา |
| ว่าเดิมรถทศกัณฐ์เจ้าลงกา |
ลักสีดาโฉมฉายมาท้ายรถ |
| หนีพระรามกลัวจะตามมารุกรบ |
กงกระทบเขากระจายทลายหมด |
| ศิลาแตกแหลกลงด้วยกงรถ |
จึงปรากฎตั้งนามมาตามกันฯ |
| |
|
| ๏ พี่พูดพูดเขาขาดแล้วหวาดจิต |
พี่ขาดมิตรมาไกลถึงไพรสัณฑ์ |
| นึกเฉลียวเสียวทรวงถึงดวงจันทร์ |
จะขาดกันเสียเหมือนเขาพี่เศร้าใจ |
| แล้วย่องเหยียบเลียบเนินลงเดินล่าง |
ตามแถวทางหิมวาพฤกษาไสว |
| เห็นพุ่มพวงบุปผายิ่งอาลัย |
สลดใจขุกคิดถึงคู่เคียง |
| ไม้แก้วกางกิ่งพิงกับกิ่งเกด |
ฝูงโนเรศขันขานประสานเสียง |
| น้ำตาคลอท้ออกเห็นนกเรียง |
เหมือนเรียมเคียงร่วมคู่เมื่ออยู่เรือน |
| ระกำป่ากาหลงกะลิงจับ |
ระกำกับเราระกำก็จำเหมือน |
| เห็นไม้จันทน์พี่ยิ่งฟั่นอารมณ์เฟือน |
เหมือนจันทร์เตือนใจตัวให้ตรอมใจ |
| โอ้นามไม้หรือมาต้องกับ |