| |
|
| |
๏ โอ้รอนรอนอ่อนแสงพระสุริย์ฉาย |
| ท้องฟ้าคล้ำน้ำค้างลงพร่างพราย |
พระพายชายชื่นเชยรำเพยพาน |
| อนาถหนาวคราวอาสาเสด็จ |
ไปเมืองเพชรบุรินที่ถิ่นสถาน |
| ลงนาวาหน้าวัดนมัสการ |
อธิษฐานถึงคุณกรุณา |
| ช่วยชุบเลี้ยงเพียงชนกที่ปกเกศ |
ถึงต่างเขตของประสงค์คงอาสา |
| จึงจดหมายรายทางกลางคงคา |
แต่นาวาเลี้ยวล่องเข้าคลองน้อยฯ |
| |
|
| ๏ ได้เห็นแต่แพแขกที่แปลกเพศ |
ขายเครื่องเทศเครื่องไทยได้ใช้สอย |
| ถึงวัดหงส์เห็นแต่หงส์เสาธงลอย |
เป็นหงส์ห้อยห่วงธงใช่หงส์ทอง |
| ถึงวัดพลับลับลี้เป็นที่สงัด |
เห็นแต่วัดสังข์กระจายไม่วายหมอง |
| เหมือนกระจายพรายพลัดกำจัดน้อง |
มาถึงคลองบางลำเจียกสำเหนียกนาม |
| ลำเจียกเอ๋ยเคยชื่นระรื่นรส |
ต้องจำอดออมระอาด้วยหนาหนาม |
| ถึงคลองเตยเตยแตกใบแฉกงาม |
คิดถึงยามปลูกรักมักเป็นเตย |
| จนไม่มีที่รักเป็นหลักแหล่ง |
ต้องคว้างแคว้งคว้าหานิจจาเอ๋ย |
| โอ้เปลี่ยวใจไร้รักที่จักเชย |
ชมแต่เตยแตกหนามเมื่อยามโซ |
| ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก |
ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข |
| เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรายโป |
หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก |
| ไทยเหมือนกันครั้นว่าขอเอาหอห้อง |
ต้องขัดข้องแข็งกระด้างเหมือนอย่างเหล็ก |
| มีเงินงัดคัดง้างเหมือนอย่างเจ๊ก |
ถึงลวดเหล็กลนร้อนอ่อนละไมฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดบางนางชีมีแต่สงฆ์ |
ไม่เห็นองค์นางชีอยู่ที่ไหน |
| หรือหลวงชีมีบ้างเป็นอย่างไร |
คิดจะใคร่แวะหาปรึกษาชี |
| ก็มืดค่ำอำลาทิพาวาส |
เลยลีลาศล่วงทางกลางวิถี |
| ถึงวัดบางนางนองแม้นน้องมี |
มาถึงที่ก็จะต้องนองน้ำตา |
| ตัวคนเดียวเที่ยวเล่นไม่เป็นห่วง |
แต่เศร้าทรวงสุดหวังที่ฝั่งฝา |
| ที่เห็นเห็นเป็นแต่ปะได้ประดา |
ก็ลอบรักลักลาคิดอาลัย |
| จะแลเหลียวเปลี่ยวเนตรเป็นเขตสวน |
มะม่วงพรวนหมากมะพร้าวสาวสาวไสว |
| พฤกษาออกดอกลูกเขาปลูกไว้ |
หอมดอกไม้กลิ่นกลบอบละอองฯ |
| |
|
| ๏ โอ้รื่นรื่นชื่นเชยเช่นเคยหอม |
เคยถนอมนวลปรางมาหมางหมอง |
| ถึงบางหว้าอารามนามจอมทอง |
ดูเรืองรองรุ่งโรจน์ที่โบสถ์ราม |
| สาธุสะพระองค์มาทรงสร้าง |
เป็นเยี่ยงอย่างไว้ในภาษาสยาม |
| ในพระโกศโปรดปรานประทานนาม |
โอรสราชอารามงามเจริญ |
| มีเขื่อนรอบขอบคูดูพิลึก |
กุฏิตึกเก๋งกุฏิ์สุดสรรเสริญ |
| ที่ริมน้ำทำศาลาไว้น่าเพลิน |
จนเรือเดินมาถึงทางบางขุนเทียน |
| โอ้เทียนเอ๋ยเคยแจ้งแสงสว่าง |
มาหมองหมางมืดมิดตะขวิดตะเขวียน |
| เหมือนมืดในใจจนต้องวนเวียน |
ไม่ส่องเทียนให้สว่างหนทางเลยฯ |
| |
|
| ๏ บางประทุนเหมือนประทุนได้อุ่นจิต |
พอป้องปิดเป็นหลังคานิจจาเอ๋ย |
| หนาวน้ำค้างพร่างพรมลมรำเพย |
ได้พิงเขนยนอนอุ่นประทุนบังฯ |
| |
|
| ๏ ถึงคลองขวางบางระแนะแวะข้างขวา |
ใครหนอมาแนะแหนกันแต่หลัง |
| ทุกวันนี้วิตกเพียงอกพัง |
แนะให้มั่งแล้วก็เห็นจะเป็นการฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดไทรไทรใหญ่ใบชอุ่ม |
เป็นเซิงซุ้มสาขาพฤกษาศาล |
| ขอเดชะพระไทรซึ่งชัยชาญ |
ช่วยอุ้มฉานไปเช่นพระอนิรุธ |
| ได้ร่วมเตียงเคียงนอนแนบหมอนหนุน |
พออุ่นอุ่นแล้วก็ดีเป็นที่สุด |
| จะสังเวยหมูแนมแก้มมนุษย์ |
เทพบุตรจะได้ชื่นทุกคืนวันฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางบอนบอนที่นี่มีแต่ชื่อ |
เขาเลื่องลือบอนข้างบางยี่ขัน |
| อันบอนต้นบอนน้ำตาลย่อมหวานมัน |
แต่ปากคันแก้ไขมิใคร่ฟังฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดกกรกร้างอยู่ข้างซ้าย |
เป็นรอยรายปืนพม่าที่ฝาผนัง |
| ถูกทะลุปรุไปแต่ไม่พัง |
แต่โบสถ์ยังทนปืนอยู่ยืนนาน |
| แม้นมั่งมีมิให้ร้างจะสร้างฉลอง |
ให้เรืองรองรุ่งโรจน์โบสถ์วิหาร |
| ด้วยที่นี่ที่เคยตั้งโขลนทวาร |
ได้เบิกบานประตูป่าพนาลัยฯ |
| |
|
| ๏ โอ้อกเอ๋ยเลยออกประตูป่า |
กำดัดดึกนึกน่าน้ำตาไหล |
| จะเหลียวหลังสั่งสาราสุดาใด |
ก็จนใจด้วยไม่มีไมตรีตรึง |
| ช่างเป็นไรไพร่ผู้ดีก็มิรู้ |
ใครแลดูเราก็นึกรำลึกถึง |
| จะปรับไหมได้หรือไม่อื้ออึง |
เป็นที่พึ่งพาสนาพอพาใจ |
| โอ้นึกนึกดึกเงียบยะเยียบอก |
เห็นแต่กกกอปรงเป็นพงไสว |
| ลดาวัลย์พันพุ่มชอุ่มใบ |
เรไรไพเราะร้องซ้องสำเนียง |
| เสียงกรอดเกรียดเขียดกบเข้าขบเขี้ยว |
เหมือนกรับเกรี้ยวกรอดกรีดวะหวีดเสียง |
| หริ่งหริ่งแร่แม่ม่ายลองไนเรียง |
แซ่สำเนียงหนาวในใจรำจวน |
| เหมือนดนตรีปี่ป่าประสายาก |
ทั้งสองฟากฟังให้อาลัยหวน |
| ดังขับขานหวานเสียงสำเนียงนวล |
เมื่อโอดครวญคราวฟังให้วังเวงฯ |
| |
|
| ๏ ถึงศีรษะกระบือเป็นชื่อบ้าน |
ระยะย่านยุงชุมรุมข่มเหง |
| ทั้งกุมภากล้าหาญเขาพานเกรง |
ให้วังเวงวิญญาณ์เอกากาย |
| ถึงศิษย์หามาตามเมื่อยามเปลี่ยว |
เหมือนมาเดียวแดนไพรน่าใจหาย |
| ถึงศีรษะละหานเป็นย่านร้าย |
ข้างฝั่งซ้ายแสมดำเขาทำฟืน |
| ถึงโคกขามคร้ามใจได้ไต่ถาม |
โคกมะขามดอกมิใช่อะไรอื่น |
| ไม่เห็นแจ้งแคลงทางเป็นกลางคืน |
ยิ่งหนาวชื้นช้ำใจมาในเรือ |
| ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุด |
ใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ |
| เป็นป่าปรงพงพุ่มดูครุมเครือ |
เหมือนซุ้มเสือซ่อนร้ายไว้ภายใน |
| ถึงบ้านขอมลอมฟืนดูดื่นดาษ |
มีอาวาสวัดวาที่อาศัย |
| ออกชะวากปากชลามหาชัย |
อโณทัยแย้มเยี่ยมเหลี่ยมพระเมรุฯ |
| |
|
| ๏ ข้างฝั่งซ้ายชายทะเลเป็นลมคลื่น |
นภางค์พื้นเผือดแดงดังแสงเสน |
| แม่น้ำกว้างว้างเวิ้งเป็นเชิงเลน |
ลำพูเอนอ่อนทอดยอดระย้า |
| หยุดประทับยับยั้งอยู่ฝั่งซ้าย |
แสนสบายบังลมร่มรุกขา |
| บรรดาเรือเหนือใต้ทั้งไปมา |
คอยคงคาเกลื่อนกลาดไม่ขาดคราว |
| บ้างหุงต้มงมงายทั้งชายหญิง |
บ้างแกงปิ้งปากเรียกกันเพรียกฉาว |
| เสียงแต่ตำน้ำพริกอยู่กริกกราว |
เหมือนเสียงส้าวเกราะโกร่งที่โรงงานฯ |
| |
|
| ๏ เห็นฝูงลิงวิ่งตามกันสอสอ |
มาคอยขอโภชนากระยาหาร |
| คนทั้งหลายชายหญิงทิ้งให้ทาน |
ต่างลนลานล้วงได้เอาไพล่พลิ้ว |
| เวทนาวานรอ่อนน้อยน้อย |
กระจ้อยร่อยกระจิริดจิดจีดจิ๋ว |
| บ้างเกาะแม่แลโลดกระโดดปลิว |
ดูหอบหิ้วมิให้ถูกตัวลูกเลยฯ |
| |
|
| ๏ โอ้พ่อแม่แต่ชั้นลิงไม่ทิ้งบุตร |
เพราะแสนสุดเสน่หานิจจาเอ๋ย |
| ที่ลูกอ่อนป้อนนมนั่งชมเชย |
กระไรเลยแลเห็นน่าเอ็นดู |
| แต่ลิงใหญ่อ้ายทโมนมันโลนเหลือ |
จนชาวเรือเมินหมดด้วยอดสู |
| ทั้งลิงเผือกเทือกเถามันเจ้าชู้ |
ใครแลดูมันนักมันยักคิ้ว |
| บ้างกระโดดโลดหาแต่อาหาร |
ได้สมานยอดแสมพอแก้หิว |
| เขาโห่เกรียวประเดี๋ยวใจก็ไพล่พลิ้ว |
กลับชี้นิ้วให้ดูอดสูตาฯ |
| |
|
| ๏ ได้ชมเล่นเห็นแต่นกวิหคกลุ้ม |
เที่ยวดุ่มดุ่มเดินดินกินมัจฉา |
| กลางสมุทรผุดโผล่ล้วนโลมา |
ดูหน้าตาแต่ละตัวน่ากลัวเกรง |
| ล้วนหัวบาตรวาดหางไปกลางคลื่น |
ศีรษะลื่นเลี่ยนโล่งดูโจ่งเหม่ง |
| ดูมากมายหลายอย่างยิ่งวางเวง |
จนน้ำขึ้นครื้นเครงเป็นคราวเรือ |
| บ้างถอนหลักชักถ่อหัวร่อร่า |
บ้างก็มาบ้างก็ไปทั้งใต้เหนือ |
| บ้างขับร้องซ้องสำเนียงจนเสียงเครือ |
ต่างเลี้ยวเรือลงหน้าบ้านท่าจีน |
| เป็นประมงหลงละโมบด้วยโลภลาภ |
ไม่กลัวบาปเลยช่างนับแต่ทรัพย์สิน |
| ตลิ่งพังฝั่งชลาล้วนปลาตีน |
ตะกายปีนเลนเล่นออกเป็นแปลงฯ |
| |
|
| ๏ ในลำคลองสองฟากล้วนจากปลูก |
ทะลายลูกดอกจากขึ้นฝากแฝง |
| ต้นจากถูกลูกชิดนั้นติดแพง |
เขาช่างแปลงชื่อถูกเรียกลูกชิด |
| ถึงบ้านบ่อกอจากมิอยากสิ้น |
เหมือนจากถิ่นท่องเที่ยวมาเปลี่ยวจิต |
| อันใบจากรากกอไม่ขอคิด |
แต่ลูกชิดชอบใจจะใคร่ชมฯ |
| |
|
| ๏ ถึงคลองที่อีรำท่าแร้งเรียก |
สุดสำเหนียกที่จะถามความปฐม |
| เขาทำน้ำทำนาปลาอุดม |
เป็นนิคมเขตบ้านพวกพรานปลา |
| ที่ปากคลองกองฟืนไว้ดื่นดาษ |
ดูเกลื่อนกลาดเรียงรายทั้งซ้ายขวา |
| ถึงบางขวางข้างซ้ายชายชลา |
ไขคงคาขังน้ำไว้ทำเกลือ |
| หรือบ้านนี้ที่เขาว่าตำราร่ำ |
ช่างปั้นน้ำเป็นตัวน่ากลัวเหลือ |
| ดูครึ้มครึกพฤกษาลดาเครือ |
ล้วนรกเรื้อรำเริงเป็นเซิงซุ้ม |
| ตะบูนต้นผลห้อยย้อยระย้า |
ดาษดาดังหนึ่งผูกด้วยลูกตุ้ม |
| เป็นคราบน้ำคร่ำคร่าแตกตารุม |
ดูกระปุ่มกระปิ่มตุ่มติ่มเต็ม |
| ลำพูรายชายตลิ่งดูกิ่งค้อม |
มีขวากล้อมแหลมรายดังปลายเข็ม |
| เห็นปูเปี้ยวเที่ยวไต่กินไคลเค็ม |
บ้างเก็บเล็มลากก้ามครุ่มคร่ามครัน |
| โอ้เอ็นดูปูไม่มีซึ่งศีรษะ |
เท้าระกะก้อมโกงโม่งโค่งขัน |
| ไม่มีเลือดเชือดฉะปะแต่มัน |
เป็นเพศพันธุ์ไร้ผัวเพราะมัวเมา |
| แม้นเมียออกลอกคราบไปคาบเหยื่อ |
เอามาเผื่อภรรยาเมตตาเขา |
| ระวังดูอยู่ประจำทุกค่ำเช้า |
อุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักเพราะรักเมีย |
| ถึงทีผัวตัวลอกพอออกคราบ |
เมียมันคาบคีบเนื้อเป็นเหยื่อเสีย |
| จึงเกิดไข่ไร้ผัวเที่ยวยั้วเยี้ย |
ยังแต่เมียเคลื่อนคล้อยขึ้นลอยแพ |
| สมเพชสัตว์ทัศนาพฤกษาสล้าง |
ล้วนโกงกางกุ่มแกมแซมแสม |
| สงัดเหงาเปล่าเปลี่ยวเมื่อเหลียวแล |
เสียงแอ้แจ้จักจั่นหวั่นวิญญาณ์ฯ |
| |
|
| ๏ ถึงคลองนามสามสิบสองคดคุ้ง |
ชะวากวุ้งเวียนซ้ายมาฝ่ายขวา |
| ให้หนูน้อยคอยนับในนาวา |
แต่หนึ่งมาถ้วนสามสิบสองคด |
| อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่ |
เว้นเสียแต่ใจมนุษย์สุดกำหนด |
| ทั้งลวงล่องอเงี้ยวทั้งเลี้ยวลด |
ถึงคลองคดก็ยังไม่เหมือนใจคนฯ |
| |
|
| ๏ ถึงปากช่องคลองชื่อสุนัขหอน |
ทั้งเรือแพแลสลอนเสลือกสลน |
| ต่างแข็งข้อถ่อค้ำที่น้ำวน |
คงคาข้นขุ่นตื้นแต่พื้นเลน |
| เข้ายัดเยียดเสียดแทรกบ้างแตกหัก |
บ้างถ่อผลักอึดอัดขัดเขมร |
| บ้างทุ่มเถียงเสียงหญิงขึ้นเกนเกน |
ล้วนโคลนเลนเปื้อนเปรอะเลอะทั้งตัว |
| ที่น้อยตัวผัวเมียลงลากฉุด |
นางเมียหยุดผัวโกรธเมียโทษผัว |
| ด้วยยากเย็นเข็นฝืดทั้งมืดมัว |
พอตึงตัวเต็มเบียดเข้าเสียดแซะ |
| ทั้งยุงชุมรุมกัดปัดเปรียะประ |
เสียงผัวะผะพึบพับปุบปับแปะ |
| ที่เข็นเรียงเคียงลำขยำแขยะ |
มันเกาะแกะกันจริงจริงหญิงกับชายฯ |
| |
|
| ๏ จนตกทางบางสะใภ้ครรไลล่อง |
มีบ้านช่องซ้ายขวาเขาค้าขาย |
| ปลูกทับทิมริมทางสองข้างราย |
ไม่เปล่าดายดกระย้าทั้งตาปี |
| บ้างดิบห่ามงามงอมจนค้อมกิ่ง |
เป็นดอกติ่งแตกประดับสลับสี |
| บ้างแตกร้าวพราวเม็ดเพชรโนรี |
เขาขายดีเก็บได้ใส่กระเชอ |
| มาตั้งขายฝ่ายเจ้าของไม่ต้องถือ |
เห็นเรือล่องร้องว่าซื้อทับทิมเหนอ |
| จะพูดจาคารวะทั้งคะเออ |
เสียงเหน่อเหน่อหน้าตาน่าเอ็นดู |
| นึกเสียดายหมายมั่นใคร่พันผูก |
ไว้เป็นลูกสะใภ้ให้เจ้าหนู |
| พอนึกหยุดบุตรเราก็เจ้าชู้ |
อุตส่าห์รู้ร้องต่อจะขอชิม |
| เขาอายเอียงเมียงเมินทำเดินเฉย |
ไม่เกินเลยลวนลามงามหงิมหงิม |
| ได้ตอบต่อล้อเหล่าเจ้าทับทิม |
พอแย้มยิ้มเฮฮาประสาชายฯ |
| |
|
| ๏ ถึงแม่กลองสองฝั่งเขาตั้งบ้าน |
น่าสำราญเรือนเรือดูเหลือหลาย |
| บ้างย่างปลาค่าเคียงเรียงเรียงราย |
ดูวุ่นวายวิ่งไขว่กันใหญ่น้อย |
| ขายสำเร็จเป็ดไก่ทั้งไข่พอก |
กระเบนกระบอกปลาทูทั้งปูหอย |
| ลูกค้ารับนับกันเป็นพันร้อย |
ปลาเล็กน้อยขมงโกรยโกยกระบุง |
| นางแม่ค้าปลาเค็มก็เต็มสวย |
กำไรรวยรวมประจบจนครบถุง |
| บ้างเหน็บท้องป่องปุ่ยตุ่ยตุ่ยตุง |
ต่างบำรุงรูปร่างสำอางตาฯ |
| |
|
| ๏ พอออกช่องล่องลำแม่น้ำกว้าง |
บ้านบางช้างแฉกแชไปแควขวา |
| ข้างซ้ายตรงลงทะเลพอเวลา |
พระสุริยามืดมัวทั่วแผ่นดิน |
| ดูซ้ายขวาป่าปะโลงหวายโป่งเป้ง |
ให้วังเวงหวั่นไหวฤทัยถวิล |
| เวลาเย็นเห็นนกวิหคบิน |
ไปหากินแล้วก็พากันมารัง |
| บ้างเคียงคู่ชูคอเสียงซ้อแซ้ |
โอ้แลแลแล้วก็ให้อาลัยหลัง |
| แม้นร่วมเรือนเหมือนนกที่กกรัง |
จะได้นั่งแนบข้างเหมือนอย่างนก |
| นี่กระไรไม่มีเท่ากี่ก้อย |
โอ้บุญน้อยนึกน่าน้ำตาตก |
| ต้องลมว่าวหนาวหนังเหมือนคั้งคก |
จะได้กกกอดใครก็ไม่มี |
| จนเรือออกนอกอ่าวดูเปล่าโว่ง |
ทะเลโล่งแลมัวทั่ววิถี |
| ไม่เห็นหนสนธยาเป็นราตรี |
แต่ลมดีดาวสว่างกระจ่างตา |
| สำรวลรื่นคลื่นราบดังปราบเรี่ยม |
ทั้งน้ำเปี่ยมป่าแสมข้างแควขวา |
| ดาวกระจายพรายพร่างกลางนภา |
แสงคงคาเค็มพราวราวกับพลอย |
| เห็นปลาว่ายกายสล้างกระจ่างแจ่ม |
แลแอร่มเรืองรุ่งชั้นกุ้งฝอย |
| เป็นหมู่หมู่ฟูฟ่องขึ้นล่องลอย |
ตัวน้อยน้อยนางมังกงขมงโกรย |
| ชื่นอารมณ์ชมปลาเวลาดึก |
หวนรำลึกแล้วเสียดายไม่วายโหย |
| แม้นเห็นปลาวารินจะดิ้นโดย |
ทั้งลมโชยเฉื่อยชื่นระรื่นเย็น |
| จะเพลินชมยมนาเวหาห้อง |
เช่นนี้น้องไหนเลยจะเคยเห็น |
| ทะเลโล่งโว่งว่างน้ำค้างกระเซ็น |
ดูดาวเด่นดวงสว่างเหมือนอย่างโคม |
| จะเปรมปรีดิ์ดีใจมิใช่น้อย |
น้องจะพลอยเพลินอารมณ์ด้วยชมโฉม |
| โอ้อายจิตคิดรักลักประโลม |
ทรวงจะโทรมตรงช่องปากคลองโคน |
| ด้วยมืดค่ำสำคัญที่นั่นแน่ |
เรียกแสมตายห่าพฤกษาโกร๋น |
| ลำพูรายชายเลนดูเอนโอน |
วายุโยนยอดระย้าริมสาคร |
| หิ่งห้อยจับวับวามอร่ามเหลือง |
ดูรุ่งเรืองรายจำรัสประภัสสร |
| เหมือนแหวนก้อยพลอยพรายเมื่อกรายกร |
ยังอาวรณ์แหวนประดับด้วยลับตาฯ |
| |
|
| ๏ ถึงคลองช่องล่องเลียบเงียบสงัด |
เห็นเมฆกลัดกลางทะเลบนเวหา |
| เสียงโครมครื้นคลื่นกระทั่งฝั่งชลา |
ลมสลาตันตึงหึ่งหึ่งฮือ |
| นาวาเหเซหันให้ปั่นป่วน |
ต้องแจวทวนท้ายหันช่วยกันถือ |
| ถึงสี่แจวแล้วเรือยังเหลือมือ |
ลมกระพือพัดโงงดูโคลงเคลง |
| ทั้งคลื่นซ้ำน้ำซัดให้ปัดปั่น |
โอ้แต่ชั้นคลื่นลมยังข่มเหง |
| น่าอายเพื่อนเหมือนคำเขาทำเพลง |
มาเท้งเต้งเรือลอยน่าน้อยใจ |
| ยิ่งแจวทวนป่วนปั่นยิ่งหันเห |
ลมทะเลเหลือจะต้านทานไม่ไหว |
| เสียงสวบเสยเกยตรงเข้าพงไพร |
ติดอยู่ใต้ต้นโกงกางแต่กลางคืน |
| พอจุดเทียนเซี่ยนขันน้ำมันคว่ำ |
ต้องวิดน้ำนาวาไม่ฝ่าฝืน |
| เสื่อที่นอนหมอนนวมน้ำท่วมชื้น |
เหลือแต่ผืนผ้าแพรของแม่น้อง |
| ได้กันลมห่มหนาวเมื่อเช้าตรู่ |
ยังรักรู้จักคุณการุญสนอง |
| ลมรินรินกลิ่นกลบอบละออง |
ได้ปกครองคุมเครือเมื่อเรือค้างฯ |
| |
|
| ๏ เขาหลับเรื่อยเหนื่อยอ่อนนอนสนิท |
พี่นี้คิดใคร่ครวญจนจวนสว่าง |
| เสียงนกร้องซ้องแซ่ครอแครคราง |
ทั้งลิงค่างครอกโครกละโอกโอย |
| เสียงชะนีที่เหล่าเขายี่สาน |
วิเวกหวานหวัวหวัวผัวผัวโหวย |
| หวิวหวิวไหวได้ยินยิ่งดิ้นโดย |
ชะนีโหยหาคู่ไม่รู้วาย |
| เหมือนวิตกอกน้องที่ตรองตรึก |
เหลือรำลึกอาลัยมิใคร่หาย |
| จะเรียกบ้างอย่างชะนีก็มีอาย |
ต้องเรียกสายสวาทในใจรำจวน |
| จนรุ่งแจ้งแสงสว่างนภางค์พื้น |
ต้องค้างตื้นติดป่าพากันสรวล |
| จะเข็นค้ำล้ำเหลือเป็นเรือญวน |
พอเห็นจวนน้ำขึ้นค่อยชื่นใจ |
| ต้นแสมแลดูล้วนปูแสม |
ขึ้นไต่แต่ต้นกิ่งวิ่งไสว |
| เขาสั่นต้นหล่นผอยผ็อยผ็อยไป |
ลงมุดใต้ตมเลนเห็นแต่ตาฯ |
| |
|
| ๏ โอ้เอ็นดูหนูน้อยร้องหอยเหาะ |
ขึ้นไปเกาะกิ่งตลอดยอดพฤกษา |
| ล้วนจุ๊บแจงแผลงฤทธิ์เขาปลิดมา |
กวักตรงหน้าเรียกให้มันได้ยิน |
| จุ๊บแจงเอ๋ยเผยฝาหาข้าวเปียก |
แม่ยายเรียกจะให้ไปกฐิน |
| ทั้งงวงทั้งงาออกมากิน |
ช่วยปัดริ้นปัดยุงกระทุงราย |
| เขาร่ำเรียกเพรียกหูได้ดูเล่น |
มันอยากเป็นลูกเขยทำเงยหงาย |
| เยี่ยมออกฟังทั้งตัวกลัวแม่ยาย |
โอ้นึกอายด้วยจุ๊บแจงแกล้งสำออย |
| เหมือนจะรู้อยู่ในเล่ห์เสน่หา |
แต่หากว่าพูดยากเป็นปากหอย |
| เปรียบเหมือนคนจนทุนทั้งบุญน้อย |
จะกล่าวถ้อยออกไม่ได้ดังใจนึก |
| พอลอยลำน้ำมากออกจากป่า |
ได้แอบอาศัยแสมอยู่แต่ดึก |
| ในดงฟืนชื่นชุ่มทุกพุ่มพฤกษ์ |
ผู้ใดนึกฟันฟาดให้คลาดแคล้ว |
| แล้วเคลื่อนคลาลาจากปากคลองช่อง |
ไปตามร่องน้ำหลักปักเป็นแถว |
| ข้ามยี่สานบ้านสองพี่น้องแล้ว |
ค่อยคล่องแคล่วเข้าชะวากปากตะบูน |
| น้ำยังน้อยค่อยค้ำพอลำเลื่อน |
ไม่มีเพื่อนเรือประหลาดช่างขาดสูญ |
| ในคลองลัดทัศนายิ่งอาดูร |
เป็นดินพูนพานจะตื้นแต่พื้นโคลน |
| ป่าปะโลงโกงกางแกมแสม |
แต่ล้วนแต่ตายฝอยกรองกร๋อยโกร๋น |
| ตลอดหลามตามตลิ่งล้วนลิงโลน |
อ้ายทโมนนำหน้าเที่ยวคว้าปู |
| ครั้นล้วงชุดสุดอย่างเอาหางยอน |
มันหนีบนอนร้องเกลือกเสือกหัวหู |
| เพื่อนเข้าคร่าหน้าหลังออกพรั่งพรู |
ลากเอาปูออกมาได้ไอ้กะโต |
| ทั้งหอยแครงแมงดามันหาคล่อง |
ฉีกกระดองกินไข่มิใช่โง่ |
| ได้อิ่มอ้วนท้วนหมดไม่อดโซ |
อกเอ๋ยโอ้เอ็นดูหมู่แมงดา |
| ให้สามีขี่หลังเที่ยวฝั่งแฝง |
ตามหล้าแหล่งเลนเค็มเล็มภักษา |
| เขาจับเป็นเห็นสมเพชเวทนา |
ทิ้งแมงดาผัวเสียเอาเมียไป |
| ฝ่ายตัวผู้อยู่เดียวเที่ยวไม่รอด |
เหมือนตาบอดมิได้แจ้งตำแหน่งไหน |
| ต้องอดอยากจากเมียเสียน้ำใจ |
ก็บรรลัยแลกลาดดาษดา |
| แม้นเดี๋ยวนี้มีหญิงไม่ทิ้งผัว |
ถึงรูปชั่วฉันจะรักให้หนักหนา |
| โอ้อาลัยใจอย่างนางแมงดา |
แต่ดูหน้าในมนุษย์เห็นสุดแลฯ |
| |
|
| ๏ จนออกช่องคลองบางตะบูนใหญ่ |
ล้วนป่าไม้ตีนเป็ดเสม็ดแสม |
| นกกะลางยางกรอกกระรอกกระแต |
เสียงซ้อแซ้สองข้างทางกันดารฯ |
| |
|
| ๏ ถึงที่วังตั้งประทับรับเสด็จ |
มาทรงเบ็ดปลากะโห้ไม่สังหาร |
| ให้ปล่อยไปในทะเลเอาเพดาน |
แต่โบราณเรียกว่าองค์พระทรงปลา |
| แต่เดี๋ยวนี้ที่วังก็รั้งร้าง |
เป็นรอยทางทุบปราบราบรุกขา |
| ยังแลเลี่ยนเตียนดีที่พลับพลา |
นึกระอาอนิจจังไม่ยั่งยืน |
| เดิมเป็นป่ามาเป็นวังตั้งประทับ |
แล้วก็กลับไปเป็นป่าไม่ฝ่าฝืน |
| เหมือนมียศลดลงไม่คงคืน |
นึกสะอื้นอายใจมาในเรือฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางหอหอใครที่ไหนหนอ |
มาปลูกหอเสน่หาในป่าเสือ |
| อันย่านนี้ที่บนบกก็รกเรื้อ |
ทั้งทางเรือจระเข้ก็เฉโก |
| ถึงเจ้าสาวชาวสวรรค์ฉันไม่อยู่ |
จะโศกสู้เอกาอนาโถ |
| ด้วยพรั่นตัวกลัวเสือก็เหลือโซ |
เห็นแต่โพธิ์ทะเลจระเข้ลอย |
| ทั้งเหลืองดำคร่ำคร่าล้วนกล้าแกล้ว |
จนเรือแจวจวนใกล้มิใคร่ถอย |
| ดูน่ากลัวตัวใหญ่มิใช่น้อย |
ต่างคนคอยภาวนาอุตส่าห์สำรวม |
| เห็นนกบินกินปลาล้วนน่ารัก |
นกปักหลักลงน้ำเสียงต้ำป๋วม |
| นกกระเต็นเต้นตามนกกามกวม |
กับเหี้ยต้วมเตี้ยมต่ายตามชายเลนฯ |
| |
|
| ๏ ไปครู่หนึ่งถึงเขาตะคริวสวาท |
มีอาวาสวัดวามหาเถร |
| มะพร้าวรอบขอบที่บริเวณ |
พอจวนเพลพักร้อนผ่อนสำราญ |
| กับหนูพัดจัดธูปเทียนดอกไม้ |
จะขึ้นไหว้พระสัมฤทธิ์พิษฐาน |
| เขานับถือลืออยู่แต่บุราณ |
ใครบนบานพระรับช่วยดับร้อน |
| ขึ้นลานวัดทัศนาดูอาวาส |
ศิลาลาดเลียบเดินเนินสิงขร |
| พฤกษาออกดอกช่ออรชร |
หอมขจรจำปาสารภี |
| ต้นโพธิ์ไทรไม้งอกตามซอกหิน |
อินทนิลนางแย้มสอดแซมสี |
| เหล่าลั่นทมร่มรอบขอบคิรี |
สุมาลีหล่นกลาดดูดาษดิน |
| ได้ชมเพลินเดินมาถึงหน้าโบสถ์ |
สมาโทษถือเทียนเวียนทักษิณ |
| เคารพสามตามกำหนดหมดมลทิน |
กับหนูนิลหนูพัดเข้ามัสการ |
| ได้สรงน้ำชำระพระสัมฤทธิ์ |
ถวายธูปเทียนอุทิศพิษฐาน |
| ขอเดชะพระสัมฤทธิ์พิสดาร |
ท่านเชี่ยวชาญเชิญช่วยด้วยสักครั้ง |
| ให้ได้แหวนแทนทรงสักวงหนึ่ง |
กับแพรซึ่งหอมห่มให้สมหวัง |
| แม้นได้ของสองสิ่งเห็นจริงจัง |
จะแต่งตั้งบายศรีมีละคร |
| ทั้งเทียนเงินเทียนทองของเสวย |
เหมือนเขาเคยบูชาหน้าสิงขร |
| สาธุสะพระสัมฤทธิ์ประสิทธิ์พร |
ให้ได้นอนฟูกฟูเหมือนชูชกฯ |
| |
|
| ๏ แล้ววันทาลาเลียบลงเหลี่ยมเขา |
พอบังเงาแดดร่มทั้งลมตก |
| ออกนาวามาทางบ้านบางครก |
มะพร้าวดกดูสล้างสองข้างคลอง |
| มีส้มสูกลูกไม้เหมือนในสวน |
ตลอดล้วนเรียงรายเรียกขายของ |
| เขาเลียนล้อต่อถามตามทำนอง |
ไม่ยิ้มย่องนิดหน่อยอร่อยใจ |
| จนเรือออกนอกชะวากปากบางครก |
ต้องเลี้ยววกไปตามลำแม่น้ำไหล |
| เป็นถิ่นฐานบ้านนาป่ารำไร |
เขาทำไร่ถั่วผักปลูกฟักแฟง |
| แต่ฟักทองร้องเรียกว่าน้ำเต้า |
ฟักเขียวเล่าเรียกว่าขี้พร้าแถลง |
| ล้วนเลี้ยงวัวทั่วถิ่นได้กินแรง |
แต่เสียงแปร่งเปรี้ยวหูไม่รู้กลัว |
| เจ้าสำนวนชวนตีแต่ฝีปาก |
พูดด้วยยากชาวบางกอกจนกลอกหัว |
| แสนแสงอนค้อนว่าค่อนด่าวัว |
เขาตัดหัวแขนห้อยร้อยประการ |
| ล้วนแช่งซ้ำล้ำเหลืออ้ายเสือขบ |
ลำเลิกทบทวนชาติเสียงฉาดฉาน |
| อ้ายวัวเฒ่าเขาล้มคือสมภาร |
มันขี้คร้านทดข้าวเขาจึ่งแทงฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบ้านใหม่ไถ่ถามตามสงสัย |
ว่ายังไกลอยู่หรือบ้านท่านขุนแขวง |
| ไม่บอกก่อนย้อนถามเป็นความแคลง |
จะพายแรงหรือว่านายจะพายเบา |
| ถ้าพายหนักสักครู่หนึ่งก็ถึงดอก |
สำนวนนอกน้ำเพชรแล้วเข็ดเขา |
| บ้างโห่ฉาวกราวเกรียวเกี่ยวข้าวเบา |
บ้างตั้งเตาเคี่ยวตาลพานอุดมฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางกุ่มหนุ่มแก่สาวแซ่ซ้อง |
มีบ้านสองฟากข้ามนามประถม |
| ข้างซ้ายมือชื่อบ้านสะท้านยายนม |
น่าใคร่ชมชื่นจิตคิดรำพึง |
| อย่างไรหรือชื่อเช่นนั้นขันหนักหนอ |
หรือแกล้งล้อจะให้นึกรำลึกถึง |
| ถึงบ้านโพธิ์โอ้นึกไปลึกซึ้ง |
เคยมาพึ่งพักร้อนแต่ก่อนไร |
| กับขุนรองต้องเป็นแพ่งตำแหน่งพี่ |
สถิตที่ทับนาพออาศัย |
| เป็นคราวเคราะห์เพราะนางนวลมากวนใจ |
จึงจำใจให้หมองหมางเพราะขวางคอ |
| นึกชมบุญขุนรองร้องท่านแพ่ง |
เธอซ่อมแปลงปลูกทับกลับเป็นหอ |
| จนผู้เฒ่าเจ้าเมืองนั้นเคืองพอ |
เพราะล้วงคอเคืองขัดถึงตัดรอนฯ |
| |
|
| ๏ โอ้สงสารท่านรองเคยครองรัก |
เมื่อมาพักบ้านโพธิ์สโมสร |
| เคยร่วมใจไหนจะร่วมนวมที่นอน |
ทั้งร่วมร้อนร่วมสุขสนุกสบาย |
| แต่เดือนสี่ปีระกานิราร้าง |
ไปอยู่บางกอกไกลกันใจหาย |
| เห็นถิ่นฐานบ้านเรือนเพื่อนหญิงชาย |
แสนเสียดายดูหน้านึกอาลัยฯ |
| |
|
| ๏ ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุนนาค |
เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย |
| มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล |
มาทำไร่ทำนาท่านการุญ |
| เมื่อเจ็บป่วยช่วยรักษาจะหาคู่ |
จะขอสู่ให้เป็นเนื้อช่วยเกื้อหนุน |
| ยังยากไร้ไม่มีของสนองคุณ |
ขอแบ่งบุญให้ท่านทั่วทุกตัวตน |
| ทั้งนารีที่ได้รักลักรำลึก |
เป็นแต่นึกลับหลังหลายครั้งหน |
| ขอสมาอย่าได้มีราคีปน |
เป็นต่างคนต่างแคล้วแล้วกันไป |
| แต่ปรางทองน้องหญิงยังจริงจิต |
แนบสนิทนับเชื้อว่าเนื้อไข |
| จะแวะหาสารพัดยังขัดใน |
ต้องอายใจจำลากลัวช้าการฯ |
| |
|
| ๏ ถึงอารามนามที่กุฎีทอง |
ดูเรืองรองรุ่งโรจน์โบสถ์วิหาร |
| ริมอารามข้ามน้ำทำตะพาน |
นมัสการเดินมาในวารี |
| ถึงคุ้งเคี้ยวเลี้ยวลดชื่อคดอ้อย |
ตะวันคล้อยคล้ำฟ้าในราศี |
| ค่อยคล่องแคล่วแจวรีบถึงพริบพรี |
ประทับที่หน้าท่าพลับพลาชัย |
| ด้วยวัดนี้ที่สำหรับประทับร้อน |
นรินทรท้าวพระยามาอาศัย |
| ขอเดชะอานุภาพช่วยปราบภัย |
ให้มีชัยเหมือนเช่นนามอารามเมือง |
| ดูเรือแพแซ่ซ้องทั้งสองฟาก |
บ้างขายหมากขายพลูหนวกหูเหือง |
| นอนค้างคืนตื่นเช้าเห็นชาวเมือง |
ดูนองเนืองนาวาบ้างมาไปฯ |
| |
|
| ๏ ได้เยี่ยมเยือนเรือนบ้านท่านขุนแพ่ง |
มาปลูกแปลงแปลกกว่าเมื่ออาศัย |
| ด้วยศึกลาวคราวนั้นเธอบรรลัย |
ไม่มีใครครอบครองจึ่งหมองมัว |
| แสนสงสารท่านผู้หญิงมิ่งเมียหลวง |
เฝ้าข้อนทรวงเสียใจอาลัยผัว |
| ทั้งเมียน้อยอ้อยอิ่งหญิงคนครัว |
พากันมัวหมองคล้ำระกำตรอม |
| เมื่อมาเรือนเยือนศพได้พบพักตร์ |
ไม่หมองนักคราวนี้รูปช่างซูบผอม |
| เพราะครวญคร่ำกำสรดสู้อดออม |
เหมือนแก่งอมหงิมเงียบเซียบสำเนียง |
| โอ้อกเอ๋ยเคยสำราญอยู่บ้านนี้ |
ได้ฟังปี่พาทย์เพราะเสนาะเสียง |
| ทั้งหญิงชายฝ่ายเพื่อนริมเรือนเรียง |
เคยพร้อมเพรียงเพรางายสบายใจ |
| โอ้คิดคุณขุนแพ่งเสียแรงรัก |
ไม่พบพักตร์พลอยพาน้ำตาไหล |
| ได้สวดทั้งบังสุกุลแบ่งบุญไป |
ให้ท่านได้สู่สวรรค์ชั้นวิมานฯ |
| |
|
| ๏ แล้วอำลาอาลัยใจจะขาด |
จำนิราศแรมร้างห่างสถาน |
| ลงเรือจอดทอดท่าหน้าตะพาน |
แสนสงสารศิษย์หาออกมาอึง |
| เห็นหน้าน้องทองมีอารีรัก |
ครั้นจะทักเล่าก็กลัวผัวจะหึง |
| ได้เคยเห็นเป็นฝีมือมักดื้อดึง |
จะตูมตึงแตกซ้ำระยำเยิน |
| ทั้งที่ปรางค์นางใหญ่ได้ให้ผ้า |
เมื่อครั้งมาสอนบุตรสุดสรรเสริญ |
| ได้ห่มหนาวคราวระกำจงจำเริญ |
ยังเชื้อเชิญชวนชักรักอารมณ์ฯ |
| |
|
| ๏ แล้วไปบ้านท่านแพ่งตำแหน่งใหม่ |
ยังรักใคร่ครองจิตสนิทสนม |
| ที่ธุระจะใคร่ได้ใจนิยม |
เขารับสมปรารถนาสามิภักดิ์ |
| จะกลับหลังยังมิได้ดั่งใจชั่ว |
ต้องไปทั่วบ้านเรือนเพื่อนรู้จัก |
| เมื่อเป็นบ้ามาคนเดียวเที่ยวสำนัก |
เขารับรักรู้คุณกรุณา |
| ที่ไหนไหนไมตรียังดีสิ้น |
เว้นแต่อินวัดเกศของเชษฐา |
| ช่างตัดญาติขาดเด็ดไม่เมตตา |
พอเห็นหน้าน้องก็เบือนไม่เหมือนเคย |
| โอ้คิดแค้นแหวนประดับกับแพรเพลาะ |
เป็นคราวเคราะห์เพราะเป็นบ้านิจจาเอ๋ย |
| จนรักตายกลายตอเป็นกอเตย |
ไม่เห็นเลยว่าจะเป็นไปเช่นนั้นฯ |
| |
|
| ๏ โอ้คิดถึงพึ่งบุญท่านขุนแพ่ง |
ไปหน้าแล้งรับแขกแรกวสันต์ |
| ตำข้าวเม่าเคล้าน้ำตาลทั้งหวานมัน |
ได้ช่วยกันคั้นขยำน้ำกะทิ |
| เขาไปเที่ยวเกี่ยวข้าวอยู่เฝ้าห้อง |
เหมือนพี่น้องนึกโอ้อโหสิ |
| เนื้อเอ๋ยเนื้อเหลือเจ็บจนเล็บลิ |
ยังปริปริปริ่มพร้อยเป็นรอยราย |
| ครั้นไปเยือนเรือนหลานบ้านวัดเกาะ |
ยังทวงเพลาะแพรดำที่ทำหาย |
| ต้องใช้สีทับทิมจึ่งยิ้มพรายฯ |
วิลาสลายลอยทองสนองคุณฯ |
| |
|
| ๏ แล้วไปบ้านตาลเรียงเคียงบ้านไร่ |
ที่นับในน้องเนื้อช่วยเกื้อหนุน |
| พอวันนัดชัดน้ำเขาทำบุญ |
เห็นคนวุ่นหยุดยั้งยืนรั้งรอ |
| เขาว่าน้องของเราเป็นเจ้าสาว |
ไม่รู้ราวเรื่องเร่อมาเจอหอ |
| เหมือนจุดไต้ว่ายน้ำมาตำตอ |
เสียแรงถ่อกายมาก็อาภัพ |
| จะแทนบุญคุณมาประสายาก |
ต้องกระดากดังหนึ่งศรกระดอนกลับ |
| ได้ฝากแต่แพรผ้ากับป้าทรัพย์ |
ไว้สำรับหนึ่งนั้นทำขวัญน้อง |
| ไปปีหนึ่งครึ่งปีเมื่อมีลูก |
จะมาผูกมือบ้างอย่าหมางหมอง |
| แล้วมาเรือเหลือรำลึกเฝ้าตรึกตรอง |
เที่ยวฉลองคุณท่านทุกบ้านเรือนฯ |
| |
|
| ๏ แค้นแต่ขำกรรมอะไรไฉนน้อง |
เฝ้าท้องท้องทุกทุกปีไม่มีเหมือน |
| ช่างกระไรใจจิตไม่บิดเบือน |
จะไปเยือนเล่าก็รู้ว่าอยู่ไฟ |
| จึงฝากคำทำกลอนไว้สอนสั่ง |
เมื่อมิฟังพี่ห้ามตามวิสัย |
| พอวันพระศรัทธาพากันไป |
เที่ยวแวะไหว้พระอารามตามกำลัง |
| พระพุทธเจ้าหลวงสร้างแต่ปางหลัง |
สาธุสะพระนอนสิงขรเขา |
| ยี่สิบวาฝากั้นเป็นบัลลังก์ |
ดูเปล่งปลั่งปลื้มใจกระไรเลย |
| พระเนตรหลับทับพระบาทไสยาสน์เหยียด |
อ่อนละเมียดอาสนะพระเขนย |
| พระเจ้างามยามประทมน่าชมเชย |
ช่วยรำเพยพัชนีนั่งวีลม |
| แล้วนึกว่าหน้าหนาวมาคราวนี้ |
ถึงแท่นที่พระสถิตสนิทสนม |
| ยังมีแต่แพรหอมถนอมชม |
ได้คลี่ห่มหุ้มอุระพระประธาน |
| อุทิศว่าผ้านี้ของพี่น้อง |
ฝ่ายเจ้าของขาดรักสมัครสมาน |
| มาห่มพระจะให้ผลดลบันดาล |
ได้พบพานภายหน้าสถาพร |
| ทั้งรูปงามทรามประโลมโฉมแฉล้ม |
ขอให้แก้มสองข้างอย่างเกสร |
| ทั้งเนื้อหอมพร้อมสิ้นกลิ่นขจร |
คนแสนงอนให้มาง้อมาขอชิม |
| หนึ่งผ้าข้าได้ห่มประทมพระ |
ขอทิฏฐะจงเห็นเป็นปัจฉิม |
| ให้มีใหม่ได้ดีสีทับทิม |
ทั้งขลิบริมหอมฟุ้งปรุงสุคนธ์ |
| ทั้งศิษย์หาผ้ามีต่างคลี่ห่ม |
คลุมประทมพิษฐานการกุศล |
| ขอเนื้อหอมพร้อมกันเหมือนจันทน์ปน |
ได้เยาะคนขอจูบรักรูปเราฯ |
| |
|
| ๏ แล้วลดเลี้ยวเที่ยวไปบันไดอิฐ |
ต่างเพลินพิศเพิงผารุกขาเขา |
| จิกจันทน์แจงแทงทวยกรวยกันเกรา |
โมกข์แมงเม่าไม้งอกซอกศิลา |
| เหล่าลั่นทมยมโดยร่วงโรยกลิ่น |
ระรวยรินรื่นรื่นชื่นนาสา |
| โบสถ์วิหารลานวัดทัศนา |
ล้วนศิลาแลสะอาดด้วยกวาดเตียน |
| มีกุฎีที่พระสงฆ์ทรงสถิต |
พฤกษาชิดชั้นไผ่เหมือนไม้เขียน |
| น่าสนุกรุกขชาติดาษเดียร |
เที่ยวเดินเวียนวงรอบขอบคีรีฯ |
| |
|
| ๏ พอแดดร่มลมชายสบายจิต |
เที่ยวชมทิศทุ่งทางกลางวิถี |
| ทั่วประเทศเขตแคว้นแดนพริบพรี |
เหมือนจะชี้ไปไม่พ้นแต่ต้นตาล |
| ที่พวกทำน้ำโตนดประโยชน์ทรัพย์ |
มีดสำหรับเหน็บข |