| |
|
| |
๏ เณรหนูพัดหัดประดิษฐ์คิดอักษร |
| เป็นเรื่องความตามติดท่านบิดร |
กำจัดจรจากนิเวศเชตุพน |
| พอออกเรือเมื่อตะวันสายัณห์ย่ำ |
ละอองน้ำค้างย้อยเป็นฝอยฝน |
| ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าเมื่อคราวจน |
ไม่มีคนเกื้อหนุนกรุณา |
| โอ้ธานีศรีอยุธย์มนุษย์แน่น |
นับโกฏิแสนสาวแก่แซ่ภาษา |
| จะหารักสักคนพอปนยา |
ไม่เห็นหน้านึกสะอื้นฝืนฤทัย |
| เสียแรงมีพี่ป้าหม่อมน้าสาว |
ล้วนขาวขาวคำหวานน้ำตาลใส |
| มายามยืดจืดเปรี้ยวไปเจียวใจ |
เหลืออาลัยลมปากจะจากจรฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุ |
แทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร |
| ไม่ทันลับกัปกัลป์พุทธันดร |
พระด่วนจรสู่สวรรคครรไล |
| ละสมบัติขัตติยาทั้งข้าบาท |
โอ้อนาถนึกน่าน้ำตาไหล |
| เป็นสูญลับนับปีแต่นี้ไป |
เหลืออาลัยแล้วที่พระมีคุณ |
| ถึงจนยากบากมาเป็นข้าบาท |
ไม่ขัดขาดข้าวเกลือช่วยเกื้อหนุน |
| ทรงศรัทธากล้าหาญในการบุญ |
โอ้พระคุณขาดยศทั้งงดงาม |
| แม้นตกยากพรากพลัดไปขัดข้อง |
พัดกับน้องหนูตาบจะหาบหาม |
| นี่จนใจในป่าช้าพนาราม |
สุดจะตามเสด็จได้ดังใจจง |
| ขออยู่บวชกรวดน้ำสุรามฤต |
อวยอุทิศผลผลาอานิสงส์ |
| สนองคุณพูนสวัสดิ์ขัตติย์วงศ์ |
เป็นรถทรงสู่สถานวิมานแมน |
| มีสุรางค์นางขับสำหรับกล่อม |
ล้วนเนื้อหอมน้อมเกล้าอยู่เฝ้าแหน |
| เสวยรมย์โสมนัสไม่ขัดแคลน |
เป็นของแทนทานาฝ่าละออง |
| พระคุณเอ๋ยเคยทำนุอุปถัมภ์ |
ได้อิ่มหนำค่ำเช้าไม่เศร้าหมอง |
| แม้นทูลลามากระนี้ทั้งพี่น้อง |
ไหนจะต้องตกยากลำบากกาย |
| นี่สิ้นบุญทูลกระหม่อมจึงตรอมอก |
ต้องระหกระเหินไปน่าใจหาย |
| เห็นที่ปลงทรงสูญยังมูลทราย |
แสนเสียดายดังจะดิ้นสิ้นชีวัน |
| ทั้งหนูตาบกราบไหว้ร้องไห้ว่า |
จะคมลาลับไปในไพรสัณฑ์ |
| เคยเวียนเฝ้าเกล้าจุกให้ทุกวัน |
สารพันพึ่งพาไม่อนาทรฯ |
| |
|
| ๏ ถึงปากง่ามนามบอกบางกอกน้อย |
ยิ่งเศร้าสร้อยทรวงน้องดังต้องศร |
| เหมือนน้อยทรัพย์ลับหน้านิราจร |
ไปแรมรอนราวไพรใจรัญจวน |
| เคยชมเมืองเรืองระยับจะลับแล้ว |
ไปชมแถวทุ่งนาล้วนป่าสวน |
| เคยดูดีพี่ป้าหน้านวลนวล |
จะว่างเว้นเห็นล้วนแต่มอมแมม |
| เคยชมชื่นรื่นรสแป้งสดสะอาด |
จะชมหาดเห็นแต่จอกกับดอกแขม |
| โอ้ใจจืดมืดเหมือนเมื่อเดือนแรม |
ไม่เยื้อนแย้มกลีบกลิ่นให้ดิ้นโดย |
| เสียดายดวงพวงผกามณฑาทิพย์ |
เห็นลิบลิบแลชวนให้หวนโหย |
| เพราะห่วงพุ่มภุมรินไม่บินโบย |
จะร่วงโรยรสสิ้นกลิ่นผกาฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางพรมพรหมมีอยู่สี่พักตร์ |
คนรู้จักแจ้งจิตทุกทิศา |
| ทุกวันนี้มีมนุษย์อยุธยา |
เป็นร้อยหน้าพันหน้ายิ่งกว่าพรหม |
| โอ้คิดไปใจหายเสียดายรัก |
เหมือนเกรียกจักแจกซีกกระผีกผม |
| จึงเจ็บอกฟกช้ำระกำตรม |
เพราะลิ้นลมล่อลวงจะช่วงใช้ฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางจากน้องไม่มีที่จะจาก |
โอ้วิบากกรรมสร้างแต่ปางไหน |
| เผอิญหญิงชิงชังน่าคลั่งใจ |
จะรักใคร่เขาไม่มีปรานีเลย |
| ถึงบางพลูพลูใบใส่ตะบะ |
ถวายพระเพราะกำพร้านิจจาเอ๋ย |
| แม้นมีใครใจบุญที่คุ้นเคย |
จะได้เชยพลูจีบหมากดิบเจียน |
| นี่จนใจได้แต่ลมมาชมเล่น |
เปรียบเหมือนเช่นฉากฉายพอหายเหียน |
| แม้นเห็นรักจักได้ตามด้วยความเพียร |
ฉีกทุเรียนหนามหนักดูสักคราวฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางอ้อคิดจะใคร่ได้ไม้อ้อ |
ทำแพนซอเสียงแจ้วเที่ยวแอ่วสาว |
| แต่ยังไม่เคยเชยโฉมประโลมลาว |
สุดจะกล่าวกล่อมปลอบให้ชอบใจ |
| ถึงบางซ่อนซ่อนเงื่อนไม่เยื้อนแย้ม |
ถึงหนามแหลมเหลือจะบ่งที่ตรงไหน |
| โอ้บางเขนเวรสร้างไว้ปางใด |
จึงเข็ญใจจนไม่มีที่จะรัก |
| เมื่อชาติหน้ามาเกิดในเลิศโลก |
ประสิทธิโชคชอบฤทัยทั้งไตรจักร |
| กระจ้อยร่อยกลอยใจวิไลลักษณ์ |
ให้สาวรักสาวกอดตลอดไปฯ |
| |
|
| ๏ ตลาดแก้วแล้วแต่ล้วนสวนสล้าง |
เป็นชื่ออ้างออกนามตามวิสัย |
| แม้นขายแก้วแววฟ้าที่อาลัย |
จะซื้อใส่บนสำลีประชีรอง |
| ประดับเรือนเหมือนหนึ่งเพชรสำเร็จแล้ว |
ถนอมแก้วกลอยใจมิให้หมอง |
| ไม่เหมือนนึกตรึกตราน้ำตานอง |
เห็นแต่น้องหนูแนบแอบอุราฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดตั้งฝั่งสมุทรพระพุทธร้าง |
ว่าท่านวางไว้ให้คิดปริศนา |
| แม้นแก้ไขไม่ออกเอาที่ตอกตา |
นึกก็น่าใคร่หัวเราะจำเพาะเป็น |
| จะคิดมั่งยังคำที่ร่ำบอก |
จะไปตอกที่ตรงไหนก็ไม่เห็น |
| ดูลึกซึ้งถึงจะคิดก็มิดเม้น |
พอยามเย็นยอแสงแฝงโพยมฯ |
| |
|
| ๏ ถึงวัดเขียนเหมือนหนึ่งเพียรเขียนอักษร |
กลกลอนกล่าวกล่อมถนอมโฉม |
| เดชะชักรักลักลอบปลอบประโลม |
ขอให้โน้มน้อมจิตสนิทใน |
| ถึงคลองบางขวางบางศรีทองมองเขม้น |
ไม่แลเห็นศรีทองที่ผ่องใส |
| แม้นทองคำธรรมดาจะพาไป |
นี่มิใช่ศรีทองเป็นคลองบาง |
| พอลมโบกโศกสวนมาหวนหอม |
เหมือนโศกตรอมตรึกตรองมาหมองหมาง |
| ถึงบางแวกแยกคลองเป็นสองทาง |
เหมือนจืดจางใจแยกไปแตกกัน |
| ตลาดขวัญขวัญฉันนี้ขวัญหาย |
ใครเขาขายขวัญหรือจะซื้อขวัญ |
| แม้นขวัญฟ้าหน้าอ่อนเหมือนท่อนจันทน์ |
จะรับขวัญเช้าเย็นไม่เว้นวาง |
| ถึงบางขวางขวางอื่นสักหมื่นแสน |
ถึงต่างแดนดงดอนสิงขรขวาง |
| จะตามไปให้ถึงห้องประคองคาง |
แต่ขัดขวางขวัญความขามระคาย |
| เห็นสวาทขาดทิ้งกิ่งสนัด |
เป็นรอยตัดต้นสวาทให้ขาดสาย |
| สวาทพี่นี้ก็ขาดสวาทวาย |
แสนเสียดายสายสวาทที่ขาดลอย |
| เห็นรักน้ำพร่ำออกทั้งดอกผล |
ไม่มีคนรักรักมาหักสอย |
| เป็นรักเปล่าเศร้าหมองเหมือนน้องน้อย |
เที่ยวล่องลอยเรือรักจนหนักเรือฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบ้านบางธรณีแล้วพี่จ๋า |
แผ่นสุธาก็ไม่ไร้ไม้มะเขือ |
| เขากินหมูหนูพัดจะกัดเกลือ |
ไม่ถ่อเรือแหหาปลาตำแบ |
| ถึงปากเกร็ดเตร็ดเตร่มาเร่ร่อน |
เที่ยวสัญจรตามระลอกเหมือนจอกแหน |
| มาถึงเกร็ดเขตมอญสลอนแล |
ลูกอ่อนแอ้อุ้มจูงพะรุงพะรัง |
| ดูเรือนไหนไม่เว้นเห็นลูกอ่อน |
ไม่หยุดหย่อนอยู่ไฟจนไหม้หลัง |
| ไม่ยิ่งยอดปลอดเปล่าเหมือนชาววัง |
ล้วนเปล่งปลั่งปลื้มใจมาไกลตาฯ |
| |
|
| ๏ พอออกคลองล่องลำแม่น้ำวก |
เห็นนกหกเหินร่อนว่อนเวหา |
| กระทุงทองล่องเลื่อนค่อยเคลื่อนคลา |
ดาษดาดอกบัวขาวคลัวเคลีย |
| นกกาน้ำดำปลากระสาสูง |
เป็นฝูงฝูงเข้าใกล้มันไปเสีย |
| นกยางขาวเหล่านกยางมีหางเปีย |
ล้วนตัวเมียหมดสิ้นทั้งดินแดน |
| ถึงเดือนไข่ไปลับแลเมืองแม่ม่าย |
ขึ้นไข่ชายเขาโขดนับโกฏิแสน |
| พอบินได้ไปประเทศทุกเขตแคว้น |
คนทั้งแผ่นดินมิได้ไข่นกยาง |
| โอ้นึกหวังสังเวชประเภทสัตว์ |
ต้องขาดขัดคู่ครองจึงหมองหมาง |
| เหมือนอกชายหมายมิตรคิดระคาง |
มาอ้างว้างอาทะวาเอกากายฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบ้านลาวเห็นแต่ลาวพวกชาวบ้าน |
ล้วนหูยานอย่างบ่วงเหมือนห่วงหวาย |
| ไม่เหมือนลาวชาวกรุงที่นุ่งลาย |
ล้วนกรีดกรายหยิบหย่งทรงสำอาง |
| ถึงบางพูดพูดมากคนปากหมด |
มีแต่ปดเป็นอันมากเขาถากถาง |
| พี่พูดน้อยค่อยประคิ่นลิ้นลูกคาง |
เหมือนหญิงช่างฉอเลาะปะเหลาะชายฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบางกระไนได้เห็นหน้าบรรดาพี่ |
พวกนารีเรืออ้อยเที่ยวลอยขาย |
| ดูจริตติดจะงอนเป็นมอญกลาย |
ล้วนแต่งกายกันไรเหมือนไทยทำ |
| แต่ไม่มีกิริยาด้วยผ้าห่ม |
กระพือลมแล้วไม่ป้องปิดของขำ |
| ฉันเตือนว่าผ้าแพรลงแช่น้ำ |
อ้อยสองลำนั้นจะเอาสักเท่าไร |
| เขารู้ตัวหัวร่อว่าพ่อน้อย |
มากินอ้อยแอบแฝงแถลงไข |
| รู้กระนี้มิอยากบอกมิออกไย |
น่าเจ็บใจจะต้องจำเป็นตำราฯ |
| |
|
| ๏ ถึงไผ่รอบขอบเขื่อนดูเหมือนเขียน |
ชื่อวัดเทียนถวายอยู่ฝ่ายขวา |
| ข้างซ้ายมือชื่อบ้านใหม่ทำไร่นา |
นางแม่ค้าขายเต่าสาวทึมทึก |
| ปิดกระหมับจับกระเหม่าเข้ามินหม้อ |
ดูมอซอสีสันเป็นมันหมึก |
| ไม่เหมือนเหล่าชาวสวนหวนรำลึก |
เมื่อไม่นึกแล้วก็ใจมิใคร่ฟังฯ |
| |
|
| ๏ พอฟ้าคล้ำค่ำพลบเสียงกบเขียด |
ร้องกรีดเกรียดเกรียวแซ่ดังแตรสังข์ |
| เหมือนเสียงฆ้องกลองโหมประโคมวัง |
ไม่เห็นฝั่งฟั่นเฟือนด้วยเดือนแรม |
| ลำภูรายชายตลิ่งล้วนหิ่งห้อย |
สว่างพรอยแพร่งพรายขึ้นปลายแขม |
| อร่ามเรืองเหลืองงามวามวามแวม |
กระจ่างแจ่มจับน้ำเห็นลำเรือฯ |
| |
|
| ๏ ถึงย่านขวางบางทะแยงเป็นแขวงทุ่ง |
ดูเวิ้งวุ้งหว่างละแวกล้วนแฝกเฝือ |
| เห็นไรไรไม้พุ่มครุมครุมเครือ |
เหมือนรูปเสือสิงโตรูปโคควาย |
| ท่านบิดรสอนหนูให้รู้ว่า |
มันผินหน้าออกนั้นกันฉิบหาย |
| แม้นปากมันผันเข้าข้างเจ้านาย |
จะล้มตายพรายพลัดเร่งตัดรอน |
| จารึกไว้ให้เป็นทานทุกบ้านช่อง |
ฉันกับน้องนี้ได้จำเอาคำสอน |
| ดึกกำดัดสัตว์หลับประทับนอน |
ที่วัดมอญเชิงรากริมปากคลอง |
| ต้นไทรครึ้มงึ้มเงียบเซียบสงัด |
พระพายพัดแผ้วผ่าวหนาวสยอง |
| เป็นป่าช้าอาวาสปีศาจคะนอง |
ฉันพี่น้องมิได้คลาดบาทบิดา |
| ท่านนอนหลับตรับเสียงสำเนียงเงียบ |
เย็นยะเยียบเยือกสยองพองเกศา |
| เสียงผีผิวหวิวโหวยโหยวิญญาณ์ |
ภาวนาหนาวนิ่งไม่ติงกาย |
| บรรดาศิษย์บิดรที่นอนนอก |
ผีมันหลอกลากปล้ำพลิกคว่ำหงาย |
| ลุกขึ้นบอกกลอกกลัวทุกตัวนาย |
มันสาดทรายกรวดโปรยเสียงโกรยกราว |
| ขึ้นสั่นไทรไหวยวบเสียงสวบสาบ |
เป็นเงาวาบหัวหกเห็นอกขาว |
| หนูกลั่นกล้าคว้าได้รากไทรยาวู |
หมายว่าสาวผมผีร้องนี่แน |
| พอพระตื่นฟื้นกายค่อยคลายจิต |
บรรดาศิษย์ล้อมข้างไม่ห่างแห |
| ท่านห่มดองครองเคร่งไม่เล็งแล |
ขึ้นบกแต่องค์เดียวดูเปลี่ยวใจ |
| สำรวมเรียบเลียบรอบขอบป่าช้า |
ภาวนาตามสงฆ์ไม่หลงใหล |
| เห็นศพฝังบังสุกุลส่งบุญไป |
เห็นแสงไฟรางรางสว่างเวียน |
| ระงับเงียบเซียบเสียงสำเนียงสงัด |
ปฏิพัทธ์พุทธคุณค่อยอุ่นเศียร |
| บรรดาศิษย์คิดกล้าต่างหาเทียน |
จำเริญเรียนรุกขมูลพูนศรัทธา |
| อสุภธรรมกรรมฐานประหารเหตุ |
หวนสังเวชว่าชีวังจะสังขาร์ |
| อันอินทรีย์วิบัติอนัตตา |
ที่ป่าช้านี่แลเหมือนกับเรือนตาย |
| กลับหายกลัวมัวเมาไม่เข้าบ้าน |
พระนิพพานเพิ่มพูนเพียงสูญหาย |
| อันรูปเหมือนเรือนโรคให้โศกสบาย |
แล้วต่างตายตามกันไปมั่นคง |
| ค่อยคิดเห็นเย็นเยียบไม่เกรียบกริบ |
ประสานสิบนิ้วนั่งดังประสงค์ |
| พยายามตามจริตท่านบิตุรงค์ |
สำรวมทรงศีลธรรมที่จำเจน |
| ประจงจดบทบาทค่อยยาตรย่าง |
ประพฤติอย่างโยคามหาเถร |
| ประทับทุกรุกรอบขอบพระเมรุ |
จนพระเณรในอารามตื่นจามไอ |
| ออกจงกรมสมณาสมาโทษ |
ร่มนิโรธน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส |
| แผ่กุศลจนจบทั้งภพไตร |
จากพระไทรแสงทองผ่องโพยมฯ |
| |
|
| ๏ เลยบางหลวงล่วงทางมากลางแจ้ง |
ถึงบ้านกระแชงหุงจันหันฉันผักโหม |
| ยังถือมั่นขันตีนี้ประโลม |
ถึงรูปโฉมพาหลงไม่งงงวย |
| พอเสียงฆ้องกองแซ่เขาแห่นาค |
ผู้หญิงมากมอญเก่าสาวสาวสวย |
| ร้องลำนำรำฟ้อนอ่อนระทวย |
พากันช่วยเขาแห่ได้แลดู |
| ถือขันตีทีนั้นก็ขันแตก |
ทั้งศีลแทรกสูดออกกระบอกหู |
| ฉันนี้เคราะห์เพราะนางห่มสีชมพู |
พาความรู้แพ้รักประจักษ์จริง |
| แค้นด้วยใจนัยนานิจจาเอ๋ย |
กระไรเลยแล่นไปอยู่กับผู้หญิง |
| ท่านบิดาว่ามันติดกว่าปลิดปลิง |
ถูกจริงจริงจึงจดเป็นบทกลอนฯ |
| |
|
| ๏ ถึงต้องง้าวหลาวแหลนสักแสนเล่ม |
ให้ติดเต็มตัวฉุดพอหลุดถอน |
| แต่ต้องตาพาใจอาลัยวรณ์ |
สุดจะถอนทิ้งขว้างเสียกลางคัน |
| ทั้งหนูกลั่นนั้นคะนองจะลองทิ้ง |
บอกให้หญิงรำรับขยับหัน |
| ถ้าทิ้งถูกลูกละบาทประกาศกัน |
เขารับทันเราก็ให้ใบละเฟื้อง |
| นางน้อยน้อยพลอยสนุกลุกขึ้นพร้อม |
งามละม่อมมีแต่สาวล้วนขาวเหลือง |
| ใส่จริตกรีดกรายชายชำเลือง |
ขยับเยื้องยิ้มแย้มแฉล้มลอย |
| ต่างหมายมุ่งตุ้งติ้งทิ้งหมากดิบ |
เขาฉวยฉิบเฉยหน้าไม่ราถอย |
| ไม่มีถูกลูกดิ่งทั้งทิ้งทอย |
พวกเพื่อนพลอยทิ้งบ้างห่างเป็นวา |
| ฉันลอบลองสองลูกถูกจำหนับ |
ถูกปุ่มปับปากกรีดหวีดผวา |
| ร้องอยู่แล้วแก้วพี่มานี่นา |
พวกมอญฮาโห่แห่ออกแซ่ไปฯ |
| |
|
| ๏ พอเลยนาคบากข้ามถึงสามโคก |
เป็นคำโลกสมมติสุดสงสัย |
| ถามบิดาว่าผู้เฒ่าท่านกล่าวไว้ |
ว่าท้าวไทพระอู่ทองเธอกองทรัพย์ |
| หวังจะไว้ให้ประชาเป็นค่าจ้าง |
ด้วยจะสร้างบ้านเมืองเครื่องประดับ |
| พอห่ากินสิ้นบุญไปสูญลับ |
ทองก็กลับกลายสิ้นเป็นดินแดง |
| จึงที่นี่มีนามชื่อสามโคก |
เป็นคำโลกสมมติสุดแถลง |
| ครั้งพระโกศโปรดปรานประทานแปลง |
ที่ตำแหน่งมอญมาสามิภักดิ์ |
| ชื่อปทุมธานีที่เสด็จ |
เดือนสิบเบ็ดบัวออกทั้งดอกฝัก |
| มารับส่งตรงนี้ที่สำนัก |
พระยาพิทักษ์ทวยหาญผ่านพารา |
| ได้รู้เรื่องเมืองปทุมค่อยชุ่มชื่น |
ดูภูมิพื้นวัดบ้านขนานหน้า |
| เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมา |
ล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง |
| ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด |
แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง |
| ทั้งห่มผ้าตาหรี่เหมือนสีรุ้ง |
ทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน |
| เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ |
เหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล |
| นี่หากเห็นเป็นเด็กแม้นเจ๊กจีน |
เจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง |
| ชาวบ้านนั้นปั้นอีเลิ้งใส่เพิงพะ |
กระโถนกระทะอ่างโอ่งกระโถงกระถาง |
| เขาวานน้องร้องถามไปตามทาง |
ว่าบางขวางหรือไม่ขวางพี่นางมอญ |
| เขาเบือนหน้าว่าไม่รู้ดูเถิดเจ้า |
จงถามเขาคนข้างหลังที่นั่งสอน |
| ไม่ตอบปากบากหน้านาวาจร |
คารมมอญมิใช่เบาเหมือนชาวเมืองฯ |
| |
|
| ๏ ถึงบ้านงิ้วงิ้วต้นแต่พ้นหนาม |
ไม่งอกงามเหมือนแม่งิ้วที่ผิวเหลือง |
| เมื่อแลพบหลบพักตร์ลักชำเลือง |
ดูปลดเปลื้องเปล่งปลั่งกำลังโลม |
| มาลับนวลหวนให้เห็นไม้งิ้ว |
เสียดายผิวพักตร์ผ่องจะหมองโฉม |
| เพราะเสียรักหนักหน่วงน่าทรวงโทรม |
ใครจะโลมเลียมรสช่วยชดเจือฯ |
| |
|
| ๏ ถึงโพแตงคิดถึงแตงที่แจ้งจัก |
ดูน่ารักรสชาติประหลาดเหลือ |
| แม้นลอยฟ้ามาเดี๋ยวนี้ที่ในเรือ |
จะฉีกเนื้อนั่งกลืนให้ชื่นใจฯ |
| |
|
| ๏ ถึงเกาะหาดราชครามรำรามรก |
เห็นนกหกหากินบินไสว |
| เขาถากถางกว้างยาวทั้งลาวไทย |
ทำนาไร่ร้านผักรั้วฟักแฟง |
| สุดละเมาะเกาะกว้างสว่างโว่ง |
แลตะโล่งลิบเนตรทุกเขตแขวง |
| เห็นควันไฟไหม้ป่าจับฟ้าแดง |
ฝูงนกแร้งร่อนตัวเท่าถั่วดำ |
| โอ้เช่นนี้มีคู่มาดูด้วย |
จะชื่นช่วยชมชิมได้อิ่มหนำ |
| มายามเย็นเห็นแต่ของที่น้องทำ |
เหลือจะรำลึกโฉมประโลมลานฯ |
| |
|
| ๏ ถึงด่านทางบางไทรไขว่เฉลว |
เห็นไพร่เลวหลายคนอยู่บนด่าน |
| ตุ้งก่าตั้งนั่งชักควักน้ำตาล |
คอยว่าขานขู่คนลงค้นเรือ |
| ไม่เห็นของต้องห้ามก็ลามขอ |
มะละกอกุ้งแห้งแตงมะเขือ |
| ขอส้มสูกจุกจิกทั้งพริกเกลือ |
จนชาวเรือเหลือระอาด่าในใจ |
| แต่ลำเราเขาไม่ค้นมาพ้นด่าน |
ดูภูมิฐานทิวชลาพฤกษาไสว |
| ถึงอารามนามอ้างวัดบางไทร |
ต้นไทรใหญ่อยู่ที่นั่นน้องวันทา |
| เทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สถิตพุ่ม |
เพราะเคยอุ้มอุณรุทสมอุษา |
| ใคร่น่าจูบรูปร่างเหมือนนางฟ้า |
ช่วยอุ้มพามาให้เถิดจะเชิดชม |
| ถนอมแนบแอบอุ้มนุ่มนุ่มนิ่ม |
ได้แย้มยิ้มจวนจิตสนิทสนม |
| นอนเอนหลังนั่งเล่นเย็นเย็นลม |
ชมพนมแนวไม้รำไรราย |
| ดูเหย้าเรือนเหมือนเขียนเตียนตลิบ |
เห็นลิบลิบแลไปจิตใจหาย |
| เขาปลูกผักฟักถั่วจูงวัวควาย |
ชมสบายบอกแจ้งตำแหน่งนามฯ |
| |
|
| ๏ ถึงเกาะเกิดเกิดสวัสดิ์พิพัฒน์ผล |
อย่าเกิดคนติเตียนเป็นเสี้ยนหนาม |
| ให้เกิดลาภราบเรียบเงียบเงียบงาม |
เหมือนหนึ่งนามเกาะเกิดประเสริฐทรง |
| ถึงเกาะพระไม่เห็นพระปะแต่เกาะ |
แต่ชื่อเพราะชื่อพระสละหลง |
| พระของน้องนี้ก็นั่งมาทั้งองค์ |
ทั้งพระสงฆ์เกาะพระมาประชุม |
| ขอคุณพระอนุเคราะห์ทั้งเกาะพระ |
ให้เปิดปะตรุทองสักสองขุม |
| คงจะมีพี่ป้ามาชุมนุม |
ฉะอ้อนอุ้มแอบอุราเป็นอาจิณฯ |
| |
|
| ๏ ถึงเกาะเรียงเคียงคลองเป็นสองแยก |
ป่าละแวกวังราชประพาสสินธุ์ |
| ได้นางห้ามงามพร้อมชื่อหม่อมอิน |
จึงตั้งถิ่นที่เพราะเสนาะนาม |
| หวังถวิลอินน้องละอองเอี่ยม |
แสนเสงี่ยมงามพร้อมเหมือนหม่อมห้าม |
| จะหายศอตส่าห์พยายาม |
คงจะงามพักตร์พร้อมเหมือนหม่อมอิน |
| อาลัยน้องตรองตรึกรำลึกถึง |
หวังจะพึ่งผูกจิตคิดถวิล |
| เวลาเย็นเห็นนกวิหคบิน |
ไปที่ถิ่นทำรังปะนังนอน |
| บ้างแนบคู่ชูคอเข้าซ้อแซ้ |
เสียงจอแจโจนจับสลับสลอน |
| บ้างคลอเข้าเคล้าเคียงประเอียงอร |
เอาปากป้อนปีกปกอกประคอง |
| ที่ไร้คู่อยู่เปลี่ยวเที่ยวเดี่ยวโดด |
ไม่เต้นโลดแลเหงาเหมือนเศร้าหมอง |
| ลูกน้อยน้อยคอยแม่ชะแง้มอง |
เหมือนอกน้องตาบน้อยกลอยฤทัย |
| มาตามติดบิดากำพร้าแม่ |
สุดจะแลเหลียวหาที่อาศัย |
| เห็นลูกนกอกน้องนี้หมองใจ |
ที่ฝากไข้ฝากผีไม่มีเลย |
| ถึงเกาะเรียนเรียนรักก็หนักอก |
แสนวิตกเต็มตรองเจียวน้องเอ๋ย |
| เมื่อเรียนกันจนจบถึงกบเกย |
ไม่ยากเลยเรียนได้ดังใจจง |
| แต่เรียนรักรักนักก็มักหน่าย |
รักละม้ายมิได้ชมสมประสงค์ |
| ยิ่งรักมากพากเพียรยิ่งเวียนวง |
มีแต่หลงลมลวงน่าทรวงโทรมฯ |
| |
|
| ๏ มาถึงวัดพนังเชิงเทิงถนัด |
ว่าเป็นวัดเจ้าฟ้าพระกลาโหม |
| ผนังก่อย่อมุมเป็นซุ้มโคม |
ลอยโพยมเยี่ยมฟ้านภาลัย |
| มีศาลาท่าน้ำดูฉ่ำชื่น |
ร่มระรื่นรุกขาน่าอาศัย |
| บิดาพร่ำร่ำเล่าให้เข้าใจ |
ว่าพระใหญ่อย่างเยี่ยงที่เสี่ยงทาย |
| ถ้าบ้านเมืองเคืองเข็ญจะเป็นเหตุ |
ก็อาเพศพังหลุดทรุดสลาย |
| แม้พาราผาสุกสนุกสบาย |
พระพักตร์พรายเพราพริ้มดูอิ่มองค์ |
| แต่เจ็กย่านบ้านนั้นก็นับถือ |
ร้องเรียกชื่อว่าพระเจ้าปูนเถาก๋ง |
| ด้วยบนบานการได้ดังใจจง |
ฉลององค์พุทธคุณกรุณัง |
| แล้วก็ว่าถ้าใครน้ำใจบาป |
จะเข้ากราบเกรงจะทับต้องกลับหลัง |
| ตรงหน้าท่าสาชลเป็นวนวัง |
ดูพลั่งพลั่งพลุ่งเชี่ยวน่าเสียวใจ |
| เข้าจอดเรือเหนือหน้าศาลาวัด |
โสมนัสน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส |
| ขึ้นเดินเดียวเที่ยวหาสุมาลัย |
จำเพาะได้ดอกโศกที่โคกนา |
| กับดอกรักหักเด็ดได้เจ็ดดอก |
พอใส่จอกจัดแจงแบ่งบุปผา |
| ให้กลั่นมั่งทั้งบุนนาคเพื่อนยากมา |
ท่านบิดาดีใจกระไรเลย |
| ว่าโศกรักมักร้ายต้องพรายพลัด |
ถวายวัดเสียถูกแล้วลูกเอ๋ย |
| แล้วห่มดองครองงามเหมือนตามเคย |
ลีลาเลยเลียบตะพานขึ้นลานทราย |
| โอ้รินรินกลิ่นพิกุลมาฉุนชื่น |
หอมแก้วรื่นเรณูไม่รู้หาย |
| หอมจำปาหน้าโบสถ์สาโรชราย |
ดอกกระจายแจ่มกลีบดังจีบเจียน |
| ดูกุฎีวิหารสะอ้านสะอาด |
รุกขชาติพุ่มไสวเหมือนไม้เขียน |
| ดูภูมิพื้นรื่นราบด้วยปราบเตียน |
แล้วเดินเวียนทักษิณพระชินวร |
| ได้สามรอบชอบธรรมท่านนำน้อง |
เข้าในห้องเห็นพระเจ้าเท่าสิงขร |
| ต่างจุดธูปเทียนถวายขจายจร |
ท่านบิดรได้ประกาศว่าชาตินี้ |
| ทั้งรูปชั่วตัวดำทั้งต่ำศักดิ์ |
ถวายรักไว้กับศีลพระชินสีห์ |
| ต่อเมื่อไรใครรักมาภักดี |
จะอารีรักตอบด้วยขอบคุณ |
| แต่หนูกลั่นนั้นว่าจะหาสาว |
ที่เล็บยาวโง้งโง้งเหมือนโก่งกระสุน |
| ทั้งเนื้อหอมกล่อมเกลี้ยงเพียงพิกุล |
กอดให้อุ่นอ่อนก็ว่าไม่น่าฟัง |
| ฉันกับน้องมองแลดูแต่พระ |
สาธุสะสูงกว่าฝาผนัง |
| แต่พระเพลาเท่าป้อมที่ล้อมวัง |
สำรวมนั่งปลั่งเปล่งเพ่งพินิจ |
| ตัวของหนูดูจิ๋วเท่านิ้วพระหัตถ์ |
โตถนัดหนักนักจึงศักดิ์สิทธิ์ |
| ศิโรราบกราบก้มบังคมคิด |
รำพึงพิษฐานในใจจินดา |
| ขอเดชะพระกุศลที่ปรนนิบัติ |
ที่หนูพัดพิศวาสพระศาสนา |
| มาเคารพพบพุทธปฏิมา |
เป็นมหาอัศจรรย์ในสันดาน |
| ขอผลาอานิสงส์จงสำเร็จ |
สรรเพชญ์พ้นหลงในสงสาร |
| แม้นยังไม่ถึงที่พระนิฤพาน |
ขอสำราญราคีอย่าบีฑา |
| จะพากเพียรเรียนวิสัยแต่ไตรเพท |
ให้วิเศษแสนเอกทั้งเลขผา |
| แม้นรักใครให้คนนั้นกรุณา |
ชนมายืนเท่าเขาพระเมรุ |
| ขอรู้ทำคำแปลแก้วิมุติ |
เหมือนพระพุทธโฆษามหาเถร |
| มีกำลังดังมาฆะสามเณร |
รู้จัดเจนแจ้งจบทั้งภพไตร |
| อนึ่งเล่าเจ้านายที่หมายพึ่ง |
ให้ทราบซึ่งสุจริตพิสมัย |
| อย่าหลงลิ้นหินชาติขาดอาลัย |
น้ำพระทัยทูลเกล้าให้ยาวยืน |
| แล้วลาพระปฏิมาลีลาล่อง |
เข้าในคลองสวนพลูค่อยชูชื่น |
| ชมแต่ไม้ไผ่พุ่มดูชุ่มชื้น |
หอมระรื่นลำดวนรัญจวนใจ |
| โอ้ยามนี้มิได้พบน้ำอบสด |
มาเชยรสบุปผาน้ำตาไหล |
| ยิ่งเสียวทรวงง่วงเหงาเศร้าฤทัย |
มาเหงื่อไคลคล่ำตัวต้องมัวมอม |
| นิจจาเอ๋ยเคยบำรุงผ้านุ่งห่ม |
เคยอบรมร่ำกลิ่นไม่สิ้นหอม |
| เหมือนหายยศหมดรักมาปลักปลอม |
จนซูบผอมผิวคล้ำระกำใจ |
| จึงมาหายาอายุวัฒนะ |
ตามได้ปะลายแทงแถลงไข |
| เข้าลำคลองล่องเรือมาเหลือไกล |
ถึงวัดใหญ่ชายทุ่งดูวุ้งเวิ้งฯ |
| |
|
| ๏ พระเจดีย์ที่ยังอยู่ดูตระหง่าน |
เป็นประธานทิวทุ่งดูสูงเทิ่ง |
| ต้นโพธิ์ไทรไผ่พุ่มเป็นซุ้มเซิง |
ขึ้นรอบเชิงชั้นล่างข้างเจดีย์ |
| เสียดายนักหักทรุดชำรุดร้าง |
ใครจะสร้างสูงเกินจำเริญศรี |
| ท่านบิดาว่าถึงให้ใหญ่กว่านี้ |
ก็ไม่มีผู้ใดว่าใหญ่โต |
| ผู้หญิงย่านบ้านเราชาวบางกอก |
เขาอมกลอกกลืนพระเสียอะโข |
| แต่พระเจ้าเสาชิงช้าที่ท่าโพธิ์ |
ก็เต็มโตชาววังเขายังกลืน |
| ฉันกลัวบาปกราบพระอย่าปะพบ |
ไม่ขอคบคนโขมดที่โหดหืน |
| พอฟ้าคลุ้มพุ่มพฤกษ์ดูครึกครื้น |
เงาทะมึนมืดพยับอับโพยม |
| พายุฝนอนธการสะท้านทุ่ง |
เป็นฝุ่นฟุ้งฟ้าฮือกระพือโหม |
| น้ำค้างชะประเปรยเชยชโลม |
ท่านจุดโคมขึ้นอารามต้องตามไป |
| เที่ยวหลีกรกวกวนอยู่จนดึก |
เห็นพุ่มพฤกษ์โพธิ์ทองที่ผ่องใส |
| ตักน้ำผึ้งครึ่งจอกกับดอกไม้ |
จุดเทียนใหญ่อย่างตำราบูชาเชิญ |
| หวังจะปะพระปรอทที่ยอดยิ่ง |
คะนึงนิ่งนึกรำพันสรรเสริญ |
| สำรวมเรียนเทียนอร่ามงามจำเริญ |
จนดึกเกินไก่ขันหวั่นวิญญาณ์ |
| ทั้งเทียนดับศัพท์เสียงสำเนียงเงียบ |
เย็นยะเยียบน้ำค่างพร่างพฤกษา |
| เห็นแวววับลับลงตรงนัยนา |
ปรอทมาสูบซึ่งน้ำผึ้งรวง |
| ครั้นคลำได้ในกลางคืนก็ลื่นหลุด |
ต้องจัดจุดธูปเทียนเวียนบวงสรวง |
| ประกายพรึกดึกเด่นขึ้นเห็นดวง |
ดังโคมช่วงโชติกว่าบรรดาดาว |
| จักจั่นแจ้วแว่วหวีดจังหรีดหริ่ง |
ปี่แก้วตริ่งตรับเสียงสำเนียงหนาว |
| ยิ่งเย็นฉ่ำน้ำค้างลงพร่างพราว |
พระพายผ่าวพัดไหวทุกใบโพธิ์ฯ |
| |
|
| ๏ พอรุ่งแรกแปลกกลิ่นระรินรื่น |
โอ้หอมชื่นช่อมะกอกดอกโสน |
| เหมือนอบน้ำร่ำผ้าประสาโซ |
สะอื้นโอ้อารมณ์ระทมทวี |
| หวังจะปะพระปรอทที่ปลอดโปร่ง |
ทั้งสามองค์เอามาไว้ก็ไพล่หนี |
| เชิญพระธาตุราธนาทุกราตรี |
อาบวารีทิพรสหมดมลทิน |
| ที่ธุระปรอทเป็นปลอดเปล่า |
ยังดูเลาลายแทงแสวงถวิล |
| ท่านนอนอ่านลานใหญ่ฉันได้ยิน |
ว่ายากินรูปงามอร่ามเรือง |
| แม้นฟันหักจักงอกผมหงอกหาย |
แก่กลับกลายหนุ่มเนื้อนั้นเรื่อเหลือง |
| ตะวันออกบอกแจ้งเป็นแขวงเมือง |
ท่านจัดเครื่องครบครันทั้งจันทน์จวง |
| กับหนูกลั่นจันมากบุนนาคหนุ่ม |
สักสิบทุ่มเดินมุ่งออกทุ่งหลวง |
| มาตาลายปลายคลองถึงหนองพลวง |
แต่ล้วนสวงสาหร่ายเห็นควายนอน |
| นึกว่าผีตีฆ้องป่องป่องโห่ |
มันผุดโผล่พลุ่งโครมถีบโถมถอน |
| เถาสาหร่ายควายกลุ้มตะลุมบอน |
ว่าผีหลอนหลบพัลวันเวียน |
| พอเสียงร้องมองดูจึงรู้แจ้ง |
เดินแสวงหาวัดฉวัดเฉวียน |
| พอเช้าตรู่ดูทางมากลางเตียน |
ถึงป่าเกรียนเกรียวแซ่จอแจจริงฯ |
| |
|
| ๏ กระจาบจับนับหมื่นดูดื่นดาษ |
เหมือนตลาดเหลือหูเพราะผู้หญิง |
| เหมือนโกรธขึ้งหึงหวงด้วยช่วงชิง |
ชุมจริงจริงจิกโจดกระโดดโจน |
| จนต้นไม้ใบงอกออกไม่รอด |
ดูกรองกรอดเกรียมกร่องกรองกรอยโกร๋น |
| ลมกระทั่งรังกระจาบระยาบโยน |
ตัวมันโหนหวงคู่คอยขู่คน |
| บ้างคาบแขมแซมรังเหมือนดังสาน |
สอดชำนาญเหน็บฝอยเหมือนสร้อยสน |
| จิกสะบัดจัดแจงสอดแซงซน |
เปรียบเหมือนคนช่างสะดึงรู้ตรึงตรอง |
| โอ้ว่าอกนกยังมีรังอยู่ |
ได้เคียงคู่ค่ำเช้าไม่เศร้าหมอง |
| แม้นร่วมเรือนเหมือนหนึ่งนกกกประคอง |
แต่สักห้องหนึ่งก็เห็นจะเย็นใจ |
| จนพ้นป่ามาถึงโป่งห้วยโข่งคุด |
มันหมกมุดเหมือนเขาแจ้งแถลงไข |
| เห็นตาลโดดโขดคุ่มกับพุ่มไม้ |
มีทิวไผ่พงรายเหมือนลายแทง |
| ท่านหลีกลัดตัดทางไปกลางทุ่ง |
ตั้งแต่รุ่งไปจนแดดก็แผดแสง |
| ได้พักเพลเอนนอนพอผ่อนแรง |
ต่ออ่อนแสงสุริยาจึงคลาไคล |
| แต่แรกดูครู่หนึ่งจะถึงที่ |
เหมือนถอยหนีห่างเหินเดินไม่ไหว |
| เหมือนเรื่องรักชักชิดสนิทใน |
มากลับไกลเกรงกระดากต้องลากจูงฯ |
| |
|
| ๏ พอเย็นจวนด่วนเดินขึ้นเนินโขด |
ถึงตาลโดดดินพูนเป็นมูลสูง |
| เที่ยวเลียบชมลมเย็นเห็นนกยูง |
เป็นฝูงฝูงฟ้อนหางที่กลางทราย |
| ทำกรีดปีกหลีกเลี่ยงเข้าเคียงคู่ |
คอยแฝงดูดังระบำรำถวาย |
| กระหวัดวาดยาตรเยื้องชำเลืองกราย |
เหมือนละม้ายหม่อมละครเมื่อฟ้อนรำ |
| โอ้เคยเห็นเล่นงานสำราญรื่น |
ได้แช่มชื่นเชยชมที่คมขำ |
| มาห่างแหแลลับจับระบำ |
เห็นแต่รำแพนนกน่าอกตรม |
| ออกตรูไล่ไปสิ้นขึ้นบินว่อน |
แฉลบร่อนเรียงตามดูงามสม |
| เห็นเซิงไทรไผ่โพธิ์ตะโกพนม |
ระรื่นร่มรุกขชาติดาษเดียร |
| พิกุลออกดอกหอมพะยอมย้อย |
นกน้อยน้อยจิกจับเหมือนกับเขียน |
| ในเขตแคว้นแสนสะอาดดังกวาดเตียน |
ตลิบเลี่ยนลมพัดอยู่อัตรา |
| สารภีที่ริมโบสถ์สาโรชร่วง |
มีผึ้งรวงรังสิงกิ่งพฤกษา |
| รสเร้าเสาวคนธ์สุมณฑา |
ภุมราร่อนร้องละอองนวล |
| โอ้บุปผาสารภีส่าหรีรื่น |
เป็นที่ชื่นเชยถนอมด้วยหอมหวน |
| เห็นมาลาอาลัยใจรัญจวน |
เหมือนจะชวนเชษฐาน้ำตากระเด็นฯ |
| |
|
| ๏ โอ้ยามนี้ที่ตรงนึกรำลึกถึง |
มาเหมือนหนึ่งใจจิตที่คิดเห็น |
| จะคลอเคียงเรียงตามเมื่อยามเย็น |
เที่ยวเลียบเล่นแลเพลินจำเริญตา |
| โบสถ์วิหารฐานบัทม์ยังมีมั่ง |
เชิงผนังหนาแน่นด้วยแผ่นผา |
| สงสารสุดพุทธรัตน์ปฏิมา |
พระศิลาแลดูเป็นบูราณ |
| อุโบสถหมดหลังคาฝาผนัง |
พระเจ้านั่งอยู่แต่องค์น่าสงสาร |
| ด้วยเรื้อร้างสร้างสมมานมนาน |
แต่โบราณเรื่องพระเจ้าตะเภาทอง |
| มาเที่ยวเล่นเห็นหินบนดินโขด |
เดี่ยวสันโดษดังสำลีไม่มีหมอง |
| จึงจัดช่างสร้างอารามตามทำนอง |
ทรงจำลองลายหัตถ์เป็นปฏิมา |
| รูปพระเจ้าเท่าองค์แล้วทรงสาป |
ให้อยู่ตราบศักราชพระศาสนา |
| พอฤๅษีสี่องค์เหาะตรงมา |
ถวายยาอายุวัฒนะ |
| เธอไม่อยู่รู้ว่าหลงในสงสาร |
ซ้ำให้ทานแท่งยาอุตสาหะ |
| ใส่ตุ่มทองรองไว้ที่ใต้พระ |
ใครพบปะเปิดได้เอาไปกิน |
| ช่วยสร้างโบสถ์โขดเขื่อนให้เหมือนเก่า |
นามนั้นเขาเขียนแจ้งที่แท่งหิน |
| วัดเจ้าฟ้าอากาศนาถนรินทร์ |
ให้ทราบสิ้นสืบสายเพราะลายแทง |
| เป็นตำรามาแต่เหนือท่านเชื่อถือ |
ดูหนังสือเสาะหาอุตส่าห์แสวง |
| มาพบปะจะได้ขุดก็สุดแรง |
ด้วยดินแข็งเขาประมูลด้วยปูนเพชร |
| ถึงสิ่วขวานผลาญพะเนินไม่เยินยู่ |
เห็นเหลือรู้ที่จะทำให้สำเร็จ |
| แต่จะต้องลองตำรากาลเม็ด |
เผื่อจะเสร็จสมถวิลได้กินยาฯ |
| |
|
| ๏ พอเย็นรอนดอนสูงดูทุ่งกว้าง |
วิเวกวางเวงจิตทุกทิศา |
| ลิงโลดเหลียวเปลี่ยวใจนัยนา |
เห็นแต่ฟ้าแฝกแขมขึ้นแซมแซง |
| ดูกว้างขวางว่างโว่งตะโล่งลิ่ว |
ไม่เห็นทิวที่สังเกตในเขตแขวง |
| สุริยนสนธยาท้องฟ้าแดง |
ยิ่งโรยแรงรอนรอนอ่อนกำลัง |
| โอ้แลดูสุริยงจะลงลับ |
มิใคร่จะดับดวงได้อาลัยหลัง |
| สลดแสงแฝงรถเข้าบดบัง |
เหมือนจะสั่งโลกาให้อาลัย |
| แต่คนเราชาววังทั้งทวีป |
มาเร็วรีบร้างมิตรพิสมัย |
| ไม่รอรั้งสั่งสวาทประหวาดใจ |
โอ้อาลัยแลลับวับวิญญาณ์ |
| ยิ่งเย็นฉ่ำน้ำค้างว่างวิเวก |
เป็นหมอกเมฆมืดมิดทุกทิศา |
| แสนแสบท้องต้องเก็บตะโกนา |
นึกระอาออกนามเมื่อยามโซ |
| ทั้งหนูกลั่นจันมากบุนนาคน้อย |
ช่วยกันสอยเก็บหักไว้อักโข |
| พอเคี้ยวฝาดชาติชั่วตัวตะโก |
แต่ยามโซแสบท้องก็ต้องกลืน |
| พิกุลต้นผลห่ามอร่ามต้น |
ครั้นกินผลพาเลี่ยนให้เหียนหืน |
| ชั่งฝาดเฝื่อนเหมือนจะตายต้องคายคืน |
ทั้งขมขื่นแค้นคอไม่ขอกิน |
| ท่านบิดรสอนสั่งให้ตั้งจิต |
โปรดประสิทธิ์สิกขารักษาศิล |
| เข้าร่มพระมหาโพธิบนโขดดิน |
ระรื่นกลิ่นกลางคืนค่อยชื่นใจ |
| เหมือนกลิ่นกลั่นจันทน์เจือในเนื้อหอม |
แนบถนอมสนิทจิตพิสมัย |
| เสมอหมอนอ่อนอุ่นละมุนละไม |
มาจำไกลกลอยสวาทอนาถนอนฯ |
| |
|
| ๏ โอ้ยามนี้มิได้เชยเหมือนเคยชื่น |
ทุกค่ำคืนขาดประทิ่นกลิ่นอัปสร |
| หอมพิกุลฉุนใจอาลัยวอน |
พิกุลร่อนร่วงหล่นลงบนทรวง |
| ยิ่งเสียวเสียวเฉียวฉุนพิกุลหอม |
เคยถนอมเสน่ห์หมายไม่หายหวง |
| โอ้ดอกแก้วแววฟ้าสุดาดวง |
มิหล่นร่วงลงมาเลยใคร่เชยชิม |
| เย็นระเรื่อยเฉื่อยฉ่ำด้วยน้ำค้าง |
ลงพร่างพร่างพรายพร้อยย้อยหยิมหยิม |